RobMeRLin's profile•.•°•.°Me and you and ev...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 17

    :: Slot Machine - Grey ::

    ....
     
     
    Slot Machine - Grey : ผ่านผัน จากฝันสู่ความเป็นตัวตน
     
     
     
     
     
    หลังจาก Futon- Love bites ก็หาได้คิดการใหญ่พูดถึงอัลบั้มใดๆ อีก

    อยู่มาวันหนึ่งเกิดไปสะดุดตากับอัลบั้มแพ็กเกจ 6 เหลี่ยมในเซเว่น-อีเลฟเว่น
     
    หยิบมาดูก็พบว่าเป็นอัลบั้มใหม่ของ slotmachine ที่มีชื่อสั้นๆ ว่า grey
     
    .......จนได้ฤกษ์เสียตังค์ซื้อของแท้ไปฟังกัน......
     
     

            นิสัยส่วนตัวที่ยังแก้ไม่หายเสียที นั่นคือความที่เป็นคนชอบเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับผลงานชุดที่แล้วอย่าง Mutation

    ที่มีเพลงฮิตเหลือเกินในขณะนั้นอย่าง "ผ่าน" เพลงร็อกเครื่องดนตรีหนักแน่นอย่าง "หลอน" เพลงรักติดหูอย่าง "คำสุดท้าย"
     
    ในอัลบั้มนี้เราก็ยังคงได้เห็นเพลงในบริบทที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นเพลงเปิดตัวอย่าง "ฝัน"  เพลงรักรสละมุน "เหนือกาลเวลา" ที่ละเมียดละไมในการใช้คำมากขึ้นกว่าเดิม
     
    และอีกหลายๆ เพลงที่ถือได้ว่า "ที่ทาง" ของดนตรี และ "ท่วงที" ของการเขียนเนื้อร้อง มีการพัฒนาขึ้นจากอัลบั้มที่แล้ว อย่าง You are nothing หรือเวิ้งว้าง
     
    (อย่างน้อย slotmachine ก็ไม่ได้เลือกที่จะเขียนเพลงที่ว่าด้วยการพร่ำเพ้อกับรักที่จากลาเหมือนวงร็อกรุ่นพี่บางวง
     
    แต่เลือกที่จะเขียนเนื้อเพลงว่าด้วย "ความเป็นไปแห่งวัย"
     
    นั่นถือว่าเป็นจุดยืนที่ดีที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาฝีมือให้กลมกล่อมมากกว่านี้)
     
     
     
     
            การร่วมงานอีกครั้งกับ Scott Moffatts อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แนวทางของอัลบั้มนี้ไม่ต่างจากอัลบั้มที่แล้วสักเท่าไหร่นัก
     
    และหากจะไม่เป็นการด่วนสรุปด้วยเหตุผลส่วนตัวจนเกินไป ลองฟังดูดีๆ มีสไตล์ของ The Moffatts เจือปนให้เราได้สังเกตเห็นบ้าง
     
    (ก็เสียงกีตาร์ rhythm ในอัลบั้มเป็นฝีมือการร่ายปลายนิ้วของพี่ท่านนี่นา)
     
    หวังว่าพวกเขาจะพัฒนาแนวทางเป็นของตัวเองและพิสูจน์ให้เราเห็นได้ว่าพวกเขาคือ "ตัวจริง" ในวันหนึ่ง
     
     
     
            หาก Mutation คือการก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงสู่ความลงตัวในแบบ slotmachine
    Grey ก็คือการก้าวย้ำตามรอยทางความสำเร็จเดิม ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่มีความหมาย
    แต่ก็ถือได้ว่านั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
     
     
     
    ก้าวต่อไปคือก้าวสำคัญที่จะต้องถูกจับตามอง...
     
     
     
     
     
    -=-=-=-
    July 07

    :: Pan's Labyrinth ::

     
     
     
    หนังเรื่องหนึ่งที่เค้าไปดูแล้วประทับใจมาก
     
    เป็นหนังที่ว่าด้วยแฟนตาซีเทพนิยาย....ที่มีแกนหลักเป็นเรื่องของการเมือง!!!!!!
     
    คิดว่ามันไม่น่าจะไปด้วยกันได้ใช่ป่ะล่ะ แต่มันเป็นไปแล้ว
     
    แล้วมันทำออกมาได้ดี จนเค้าดูจบแล้วแทบอยากจะปรบมือให้ดังๆ เดี๋ยวนั้นเลย
     
     
    เรื่องนั้นก็คือ Pan' Labyrinth
     
     
    รู้สึกดีเหลือเกินที่มีโอกาสได้ไปดูเรื่องนี้ในสกาล่า
     
     
    เค้าวิจารณ์เรื่องนี้ลง HAMBURGER (ปกจุ๋ย วรัทธยา)
     
    มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดจากความรู้สึกเค้า
     
    แต่เค้าก็คิดว่ามันก็ยังแสดงให้เห็นความสวยงามได้ดีทีเดียวเลยล่ะ
     
    (คำพูดหลังจากที่พี่ต๊ะ edit มันเสร็จแล้ว และมันทำให้เค้ารู้สึกดีมาก ก็คือ "สวยงามมาก") 
     
     
     
     
    Review HAMBURGER Vol. 107
     
    -Pan's Labyrinth-
     
              เอาเข้าจริงๆ แล้ว หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากค่อนข้างรุนแรง แต่ 'สาร' ที่ผู้กำกับเม็กซิโกผู้นี้ต้องการจะ 'สื่อ' ออกมา กลับมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าฉากรุนแรงเหล่านั้น
     
              ความลงตัวของการผสมผสานเรื่องราวในโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายกับโลกของเทพนิยาย (อันเกิดจากจินตนาการในวัยเยาว์ของผู้กำกับ) ถูกนำเสนอผ่านยุคหลังสงครามกลางเมืองในสเปน หนูน้อยโอฟิเลียต้องหาทางกลับคืนสู่ตำแหน่งเจ้าหญิงในดินแดนวิเศษ ด้วยการปฏิบัติ 'ภารกิจลับสุดยอด' ให้สำเร็จก่อนวันพระจันทร์เต็มดวง หากภารกิจล้มเหลว เธอจะต้องติดอยู่ในโลกที่โหดร้ายตลอดกาล
     
              ถึงแม้ว่าหนังอาจสร้างความสงสัยว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจินตนาการเพื่อหลีกหนีความจริงอันโหดร้ายของโอฟิเลียเอง หรือว่าเธอเป็นเจ้าหญิงที่พลัดพรากจริงๆ กันแน่ แต่เชื่อว่าคนดูคงอยากจะให้มันเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะใครๆ ต่างต้องการหลีกหนีความจริงที่เลวร้าย และหันเข้าหาโลกแห่งความฝันที่มีแต่ความหฤหรรษ์กันทั้งนั้น
      
              แต่ไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องตื่นจากโลกแห่งความฝันกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอยู่ดี บางทีหนังเรื่องนี้ก็แค่อยากจะบอกเราว่า 'ชีวิตจริง ยังไงก็เป็นชีวิตจริง แม้มันจะโหดร้าย แต่เราก็สามารถเรียนรู้ได้จากมัน'
     
     
     
    - สินจัย  พิไรแสงจันทร์
     
     
     
     
     
     
    ปล. ดีวีดีออกแล้วล่ะ เค้าไม่มีตังซื้อ ก็เลยไปเช่าซีดีมาดูก่อน พร้อมกับทำใจว่าคงจะได้ดูเวอร์ชั่นพากษ์ไทย แถมด้วยฉากแปะด้วยม่านหมอกแห่งศีลธรรม แต่เซอร์ไพรซ์ค่ะ ทั่นผู้ชม ซีดีมี subtitle ด้วยค่ะ ทั้งๆ ที่หนังไม่ใช่หนังภาษาอังกฤษ และที่เซอร์ไพรซ์กว่า ไอฉากปืนยิงทะลุหัว เอาขวดกระแทกหน้ายุบ ฉากมีดกรีดหน้าแหก หรือแม้กระทั่งฉากเย็บปาก ก็ใส่กันจะๆ ไม่เซนเซอร์ซักแอะ โอ้วพระเจ้า ทีหนังอย่างนี้ไม่เซนเซอร์วะ ทีชิซึกะอาบน้ำเนี่ย แม่งจ้องจะเบลออย่างเดียวเลย
     
    กบว. งี่เง่า
     
     
     
     
     
    -=-=-=- 
     
     
     
     
    October 25

    :: The Departed ::

    The departed : ขอโทษที ผมเป็นตำรวจ

     

    ถ้า นางนาก  คือหนังที่มาพลิกฟื้นวงการหนังไทยให้ได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง ฉันใด

    Infernal Affairs ก็เปรียบประดุจ นางนาก แห่งวงการหนังฮ่องกง ฉันนั้น และ แอนดรูว์ เลา กับอลัน มัก ก็เป็นนนทรี  นิมิบุตร ก็ไม่ปาน

    ความดีงามของ Infernal Affairs ทำให้ในอีกไม่กี่ปีต่อมา มันถูกฮอลลิวูด ซื้อไปรีเมก

    (ซึ่งก็เข้ากับกระแส เอเชียโกฮอลลีวูดเหมือนหลายๆ เรื่อง) โดยบริษัท แพลนบี ของแบรด พิทท์ ที่ร่วมหุ้นลงขันกันกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน เมื่อคราวที่ยังรักหวานชื่นกัน

    โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้น เฮียแบรดของเรากะจะเล่นเอง ประกบ แมตต์ เดมอน เลยซะด้วยซ้ำ แต่ด้วยวัยแล้ว อาจจะกลายเป็นรุ่นพี่แก่ รังแกเด็ก ไปซะ

    (เห็นได้จาก หนัง Ocean ที่ดูยังไงๆ เฮียแบรดก็ดูอายุเยอะกว่า (และหล่อกว่า) พี่แมตต์ อย่างเห็นๆ) ดังนั้น เฮียแกก็เลยปลงปล่อยหน้าที่ให้ลีโอนาโด้ ดิคาปริโอไปซะ ส่วนผู้กำกับนั้นก็ไม่ใช่ใคร มาร์ติน สกอร์เซซี่ ผู้กำกับจอมเก๋า ของฮอลลิวูด และคนที่จะมาเล่นบทเจ้าพ่อ ก็คือ แจ๊ค นิโคลสัน จอมเก๋าอีกคนหนึ่งของฮอลลิวูดนั่นเอง อะโห ทั้งผู้สร้างและนักแสดงมีชื่อ โครตฮือฮาตั้งแต่ประกาศสร้าง ทำให้ The Departed กลายเป็นที่สนใจไปโดยปริยาย

    ทั้งๆ ที่ข่าวก็ออกมาโครมๆ ว่าไปซื้อเค้ามารีเมก แต่ต้นสังกัดที่อเมริกากลับมีนโยบายว่า ห้ามโปรโมตว่ามันเป็นหนังรีเมก เนื่องจากเหตุผลทางด้านยอดรายรับ จะบ้าเหรอ!! ถึงตอนนี้แล้ว ยังจะมีใครที่ติดตามข่าวมาตั้งแต่ต้น ไม่รู้บ้างว่านี่เป็นหนังรีเมก ใครที่ไปตูแล้วจะไม่รู้บ้างว่าฉากนี้คุ้นๆ นะ แหม เล่นยกฉาก ยกชอตเข้ามาแบบเดียวกันเห็นๆ ต่างกันก็แค่ชื่อ กะสถานที่นี่แหละ Infernal Affairs มี อาหมิง (หลิว เต๋อ หัว) The Departed ก็มี โคลิน ซัลลิแวน (แมตต์ เดมอน) Infernal Affairs มี อาหยั่น (เหลียง เฉา เหว่ย) The Departed ก็มี บิลลี่ คอสติแกน (ลีโอนาโด ดิคาปริโอ) จากตำรวจจับผู้ร้ายฮ่องกง ก็เปลี่ยนมาเป็นตำรวจบอสตันจับมาเฟียไอริช ที่มี แฟรงค์ คอสเตลโล่ เป็นก็อดฟาเธอร์ เป็นที่น่าเกรงกลัวขนาดที่ไปไหนใครๆ ก็กลัวหัวหด เนื้อเรื่องก็มาแนวเดียวกันที่ มาเฟียส่งคนของตัวเองเข้าไปแฝงเป็นตำรวจ ส่วนตำรวจก็ส่งคนของตัวเองเข้าไปแฝงเป็นโจร หนังเปิดเรื่องที่ แฟรงค์ เข้าไปเก็บค่าคุ้มครองในร้านอาหารแล้วเจอกับ โคลิน ในวัยเด็ก และรับอุปการะโคลิน จนได้เรียนโรงเรียนตำรวจ เรียกว่า หนังปูเรื่องให้เห็นความเป็นไปเป็นมา ของตัวละครตั้งแต่แรกเลย (ในขณะที่ Infernal Affairs เปิดเรื่องมาเป็นตอนที่แซมดื่มฉลองให้ลูกน้องตัวเองกับการแฝงตัวเข้าไปเป็นตำรวจได้สำเร็จ ซึ่งไม่ได้มีแค่อาหมิงคนเดียว) ส่วน บิลลี่ หนังเปิดตัวให้เห็นว่าเขาเป็นนักเรียนตำรวจที่เก่งมาก แต่ด้วยความที่มีญาติเป็นมาเฟีย ทำให้ประวัติไม่ขาวสะอาด จึงต้องถูกพิจารณาให้ออก แต่ว่าด้วยทักษะที่ดี จึงได้รับการยื่นข้อเสนอให้ไปเป็นสายลับในแกงค์มาเฟียของแฟรงค์ (ในขณะที่ต้นฉบับ ไม่ได้บอกสาเหตุของการออกจากโรงเรียนตำรวจของ อาหยั่น)

    ชีวิตของสายลับตำรวจนั้น ใช่ว่าจะสบาย ต้องคอยปิดบังตัวเองไม่ให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริง ถ้าความลับเปิดเผย นั่นคือชีวิตจบสิ้น ช่วงเวลาที่ผ่านไปของบิลลี่ จึงเป็นความทรมานอย่างแสนสาหัส เพื่อที่จะรอเวลาที่จะได้คืนสถานะเป็นตำรวจอีกครั้ง ซึ่งคนที่รู้สถานะที่แท้จริงของเขาก็มีแค่ ควินแนน กับ จ่าดิ๊กแน่มจอมปากเสียที่พ่นคำว่า f**k ออกมาทุกครั้งที่มีบทพูด จะนัดเจอกันทีก็ต้องแอบซ่อน เจอกันในที่สาธารณไม่ได้ ในขณะที่ชีวิตของบิลลี่เจริญรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า อยู่คอนโดหรู มีแฟนสวย แต่ในขณะเดียวกัน บิลลี่ก็ต้องปิดบังฐานะตำรวจในคราบสายโจรไว้ไม่ให้ใครรู้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เราก็จะได้เห็นการใช้มุมกล้องที่ถ่ายแบบแอบมองในหลายๆ ฉาก และใช้การตัดภาพแบบ Iris (การตัดภาพแบบเป็นวงกลมดำๆ แล้วขยายออก แบบในการ์ตูน) เหมือนการแอบดูตัวละครผ่านกล้องส่องทางไกล

    ฉบับฮอลลิวูดรีเมกทำออกมาแล้วดูแล้วเข้าใจง่ายกว่า ฉบับฮ่องกง แต่ลูกล่อลูกชนระหว่างโปลิศกับโจร ยังแพ้เทคนิคที่เป็นเสน่ห์ของ หนังเจ้าพ่อ ของฮ่องกง ทั้งฉาก การส่งสัญญาณกันด้วยรหัสมอสระหว่างสารวัติหวง กับอาหยั่น ในขณะที่ใน The departed ได้แค่ส่ง sms หากัน แต่ก็คงจะเป็นด้วยเทคโนโลยีที่สมัยนี้คงไม่มีใครมานั่งส่งรหัสมอสกันแล้ว ประเด็นนี้จึงล้าสมัยไป แต่ฉากนั้นเข้าขั้นฉากคลาสสิคได้เลยทีเดียว

                    สำหรับเหลียง เฉา เหว่ย แล้ว เขาเหมาะกับเถื่อนถ่อยโกโรโกโส หนวดเครารุงรังแบบ อาหยั่น มากกว่าที่จะรับบทผู้ชายมาดเนี๊ยบไร้หนวดเคราเหมือนใน Happy Together ซะอีก ในขณะเดียวกัน Leo ก็ทำได้ดีในบทกุ๊ย หลังจากที่คุ้นตากับบทหนุ่ม มาดแมน แอนด์แฮนซั่ม บุคลิกเถื่อนๆ ก็ดูดีไปอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่นักแสดงคนอื่นๆ ต่างก็งัดฝีมือมาประชันกันเต็มที่ใน The Departed เพราะนักแสดงระดับเขี้ยวลากดินมาประชันกัน ใครไกอ่อน มีหวัง โดนทับรัศมีดับคาจอ แต่บทก็ยังดีที่แบ่งหน้าที่ให้ตัวละครได้เกิดได้เท่าเทียมกัน (ทั้งๆ ที่หวังว่า แจ๊ค นิโคลสันจะฆ่าเรียบ เฮ้อ)

                    ไม่ว่าเวอร์ชั่นไหน หนังก็ยังสะท้อนให้เห้นว่า คนเราก็ยังเป็นสัตว์ที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวอยู่ดี ทำได้แม้กระทั่งฆ่าพวกเดียวกันเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ในขณะที่ Infernal Affair ไม่มีบทลงโทษสำหรับคนเลว แต่ใน The Departed ได้ลงโทษของคนเลวให้ตายตกตามๆ กันไป ยังความสะใจให้แก่คนดูเป็นอย่างยิ่ง ด้วยตัวละครที่คนดูหมั่นไส้มาตั้งแต่ต้นเรื่อง กลายมาเป็นผู้พิพากษาที่มาพร้อมอาวุธคู่กาย ในท้ายเรื่อง

                    ไม่ว่าใคร ก็อยากเป็นคนดี แต่เส้นทางเดินเพื่อจะถึงจุดของความเป็นคนดีนั้น ผ่านอะไรมาบ้าง เส้นทางขาวสะอาดผ่านมา ก็ดีไป แต่ถ้าหากเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยกองเลือด เหยียบโครงกระดูกเพื่อไปถึงจุดหมาย ก็เป็นคนดีได้แค่เปลือก แต่จิตใจต่ำทราม ก็คงไม่ต่างอะไรกับหนูสกปรกในท่อน้ำตัวหนึ่ง ที่ก็ยังคงหาหนทางสกปรกๆ เพื่อให้ตัวเองรอดชีวิตไปวันๆ รอวันที่ผลกรรมที่ทำจะตามมาชำระบิลในที่สุด

                    ใครๆ ก็อยากเป็นคนดี แต่ขอโทษที ผมเป็นตำรวจ.....

     

     

     

    โอ๊ย ยาวโครต ขี้เกียจเอาเตอร์ละ ทนๆ อ่านเอาหน่อยนะคุณ

     

    *** ใครจะคาดคิด ว่า แค่ สองหน้า มันต้องใช้เวลาบิลท์อารมณ์เป็นอาทิตย์ๆ เลยนะเนี่ย

     

     

     

     

    -=-=-=-

    July 04

    :: Superman Returns ::

    Superman Return : กลับมาทำไม

     

    นั่นเป็นคำถาม หลังจากที่ดูหนังจบลง ก็ถามตัวเองว่า พี่จะกลับมาทำไม? ในเมื่อพี่กลับมา แล้วพี่ก็พบว่า กิ๊กพี่เค้ามีครอบครัวไปแล้ว เจ็บปวดมั๊ยคะ แล้วมันจะเจ็บปวดกว่า เมื่อต่างคนต่างรู้ ว่าต่างคนต่างยังรักกันอยู่ และลูก ก็เป็น........ ไม่บอก เดากันเองละกัน

                    จะว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อก็ไม่เชิง แต่ก็อาศัยเค้าเรื่องจากหนังต้นฉบับซึ่งก็จะขอเกริ่นให้ทราบนิดหน่อยว่า ซุปเปอร์แมน ชื่อเดิมชื่อ คาลเอล เป็นชาวดาวคริปตัน ตอนเด็กๆ พ่อของเขาซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ส่งเขามายังโลกมนุษย์ เพราะไม่แน่ใจว่าอีกไม่นานดางคริปตันจะระเบิด แต่ไม่มีใครเชื่อ พากันหัวเราะเยาะเหมือนเมื่อครั้งที่คุณสมิทธได้ทำนายว่าภาคใต้ของไทยจะเกิดสึนามิ  ซุปเปอร์แมนมายังโลกก็ถูกพบโดยชาวนา ในเมืองสมอลล์วิลล์ และตั้งชื่อเขาว่า คลาก เคนต์ เมื่อเติบใหญ่ คลาก เคนต์ ได้เข้าทำงานกับหนังสือพิมพ์ เดลี่ เมล์ และได้พบกับเพื่อนร่วมงาน(และกิ๊กในอนาคต) ชื่อ โลอิส เลน ด้วยความที่แรงดึงดูดบนโลกน้อยกว่าบนดาวคริปตัน จึงทำให้คลาก เคนท์ กระโดดได้สูงกว่าชาวโลกทั่วไป ไปๆ มาๆ ก็เหาะได้ด้วยความเร็วเหนือเสียง  ประสาทสัมผัสที่เกินหน้าเกินตาชาวโลก ด้วยหูที่สามารถได้ยินเสียงจากทุกที่พร้อมกันทั่วโลก สายตาเอ๊กซเรย์ที่มองทะลุทุกอย่าง ยกเว้นตะกั่ว และปล่อยแสงเลเซอร์ได้ด้วย ผิวหนังที่ตีรันฟังแทง แหย่แยงยังไงก็ไม่มีวันเข้า ไม่พอยังแถมด้วยความสามารถในการสร้างความเย็น ทำให้คลากเคนต์มีชีวิตที่เหนือมนุษย์ทั่วไป เขาจึงใช้ชีวิตอีกด้านเป็นซุปเปอร์แมนช่วยเหลือผู้คน จนเป็นที่รักของคนทั่วโลก...และ  แน่นอน มีพระเอก ก็ต้องมีผู้ร้าย ผู้ร้ายตัวเอ้ของพี่ซุป ก็คือ จอมโจรหัวล้าน เล็กซ์ ลูเธอร์

                    นั่นคือเค้าโครงจากต้นฉบับล่ะค่ะ หนังภาคใหม่นี้เริ่มต้นที่ ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ค้นคว้าจนระบุตำแหน่งของดาวคริปตันได้ และหลังจากนั้น ซูปเปอร์แมนก็..หายไป (ตอนนี้หนังเริ่มด้วยตัวหนังสือ ที่ใช้เทคนิคการนำเสนอ และ sound คล้ายๆ Star wars จังเลย นี่พี่จงใจอะไรรึเปล่าเนี่ย) หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของดาวคริปตันที่กำลังระเบิดเป็นจุณ พร้อมด้วยยานอวกาศที่กระเด็นอออกมา มันเดินทางผ่านอวกาศมาจนถึงโลก และ ซุปเปอร์แมนกลับมาแล้ว หลังจากหายไป 5 ปี

                    เขาหายไป 5 ปี เพื่อไปตามหาบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง และการรับรู้ว่าบ้านของเขาไม่มีอยู่แล้วบนจักรวาลนี้ ในช่วง 5 ปีที่เขาหายไป ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก เมื่อไม่มีซุปเปอร์แมนแล้ว ทุกที่ก็มีแต่ความวายป่วง แม้กระทั่งโลอิส เลน กิ๊กเก่า ก็ดันมีคู่หมั้น มีลูกไปซะแล้ว แต่เธอไม่ยอมแต่งงาน (เพราะเหตุผลบางอย่าง) แต่ลูกของเธอก็เป็นเด็กไม่ค่อยแข็งแรง เป็นภูมิแพ้ ต้องคอยพ่นยาตลอดเวลา แต่ลูกของเธอถูกชะตากับคลาก  เคนต์ ทันทีที่เห็นหน้า!!!

                    ไม่ต้องบอกว่าคลาก ปวดใจแค่ไหนที่รู้ความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ทำไงได้ ก็เขาหายไปเองนี่นา เขาพยายามที่จะหาโอกาสพูดคุยกับโลอิส แต่โอกาสก็ไม่เป็นใจซักที นั่นยิ่งทำให้เพิ่มความอึดอัดใจให้กับเขา โลอิส และคู่หมั้นของโลอิสมากยิ่งขึ้น เมื่อไม่ค่อยมีโอกาส แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป เขาก็ยังคงทำงานในแดลี่เมล์ พร้อมๆ กับการทำหน้าที่ซุปเปอร์แมนของชาวโลกไม่ขาดตกบกพร่อง

     

     

     

    ช่วยปิดเครื่องด้วยนะคะ จะกลับแล้วค่ะ  คุณพี่โอเปเรเตอร์ตะโกนเข้ามา  ต้องไปละคุณ  เดี๋ยวจะกลับมาเล่าต่อวันหลังนะ

     

    ไปละ เดี๋ยวมา

     

     

     

    -=-=-=-

    March 13

    :: Brokeback Mountain ::

    อันเนื่องมาจากความดันทุรัง
    ดู Muinch ไม่รู้เรื่อง และการปฎิเสธ กระสือวาเลนไทน์
    นางสาวสินจัย จึง "ต้อง" ดู Brokeback Mountain อย่างเลี่ยงไม่ได้
    ด้วยความที่มันถูกจั่วหัวไว้ว่า เป็นหนัง "เกย์" เพราะฉะนั้นก็คงไม่แปลก
    ถ้าในโรงจะมีคนไปดูเป็นคู่ๆ  ทั้งคู่แท้ๆ กับคู่ เทียมๆ
    นี่เลยค่ะคุณ นั่งข้างอิชั้นเลย
    ข้างซ้าย เป็น คู่เกย์ ข้างขวาเป็นทอม โอ้พระเจ้ามาก
     
     
    หนังว่าด้วยความสัมพันธ์ของ เอนนิส หนุ่มมาดขรึม กับ แจ๊ค ผู้ชายช่างฝัน
    รักการผจญภัย และมองโลในแง่ดี ที่ทั้งสองคนได้รู้จักกันเพราะว่ามาขอเขาทำงานเป็นเด็กเลี้ยงแกะ
    ต้องเอาแกะขึ้นไปเลี้ยงบนเขา กินนอนอยู่บนนั้น ด้วยความที่ว่ามันเป็นพื้นที่อุทยาน เดี๋ยวโดนป่าไม้จับ
    ต้องเลี้ยงแบบแอบๆ (แกะเป็นพันๆ เนี่ยนะ จะแอบๆยังไงวะ) ก็คือตอนกลางคืน
    ห้ามจุดไฟ ห้ามนอนในเต๊นท์พร้อมกัน ถ้าคนนึงนอนในเตนท์
    อีกคนต้องไปนอนเฝ้าแกะ (ทำไมมันลำบากขนาดน้านนน)
     
    แล้วเลี้ยงกันนานเป็นปีๆน่ะคุณ อยู่แต่บนเขา ได้แต่เลี้ยงแกะ
    บนเขามีใครซะที่ไหน อยู่กันอยู่ 2 คน เห็นหน้ากันอยู่สองคน
    จากคนไม่รู้จัก ก็เป็นเพื่อนกัน แล้วก็....ในคืนที่เหน็บหนาวคืนหนึ่ง
    พวกเขาก็......ว๊าย จั๊กจี๋
     
    ตอนแรกเอนนิสก็ขัดขืนนะคุณ แต่ด้วยความที่ธรรมชาติพาไป
    พวกเขาก็....คิก คิก
     
    คุณขา คุณของเห็นสีหน้าและสายตาของเขาทั้งคู่ โอ้ย
    โดยเฉพาะ เจ้ค จิลเลนฮาน ที่เล่นเป็นแจ๊ค คนอะไรไม่รู้น่ารักสาดดดดดด
    อิชั้นล่ะหลงเสน่ห์เลยค่ะคุณ
     
    แต่ว่าใครจะอยู่ได้ยาวยืดละคะ วันหนึ่งพวกเขาก็ต้องลงเขาแล้วก็แยกย้ายกันไปมีชีวิตครอบครัว
    ใช่แล้วค่ะ เอนนิสแต่งงานกะแฟนสาว อัลม่า ตามที่เขาวางแผนไว้
    ส่วนแจ๊ค ตกถังข้าวสาร ได้แต่งงานกับลูกเศรษฐี
    เอนนิสเป็นคุณพ่อลูกสอง แต่ก็ยังยากจนปากกัดตีนถีบอยู่
     
    วันนึงเอนนิสได้รับโปสการ์ดจากแจ๊ค บอกว่าเขาจะมาหาเอนนิส (ไปเอาที่อยู่มาจากไหน)
    แทนที่เอนนิสจะรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่กลายเป็นว่าเอนนิสดีใจจนเนื้อเต้น ดีใจมากๆ
    ตอนที่เจอหน้ากัน เขาถึงกับลากเอนนิสไปจูบ โอ้วววว ฉากจูบเร่าร้อน กินเวลาประมาณ 15 วินาที
    แสดงว่า 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขาก็ยังคิดถึงกันและกันอยู่ตลอดเวลา
    และแน่นอน ฉากจูบนี้ อยู่ในสายตาอัลม่า ภรรยาเอนนิส เต็มตา
    โอ้วคุณขา ผู้หญิงเห็นสามีจูบกับผู้ชายคนอื่น โหดร้ายกว่าเห็นสามีจูบผู้หญิงอื่นอีกนะ
    แล้วนึกถึงสภาพสังคมสมัยก่อนซึ่งเรื่องเกย์ ยังไม่ได้รับการยอมรับย่างในปัจจุบัน
    เธอคงทำใจลำบาก แถมยังเก็บความอึดอัดใจไว้ตั้งนาน ถึงจะขอหย่า
    เมื่อเอนนิสถูกฟ้องหย่าแล้ว ก็เป็นโอกาสน่ะสิคะ เอนนิสก็ไม่มีพันธะแล้ว
    แจ๊คก็เลยชวนมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่เอนนิส ไม่รู้คิดอะไรอยู่
    ด้วยความที่เขาเป็นคนเงียบ เก็บอารมณ์ ไม่รู้หัวใจตัวเอง เขาแค่บอกว่า
    ให้มาเจอกันนานๆครั้งจะดีกว่า แจ๊คก็อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลเพื่อที่จะมาพบคนที่รัก
    บางครั้งมาก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เจ็บปวดทรมานแค่ไหน ก็ต้องทน
     
    จนในวันนึง แจ๊ค ลองชวนเอนนิสไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยันอีกครั้ง แต่เอนนิส ไม่รู้เก็บกดอะไร
    เขากลับระเบิดอารมณ์ใส่แจ๊ค หาว่าแจ๊คเป็นตัวการให้เขาเป็นแบบนี้ โถ แจ๊คน้อยจะเจ็บปวดแค่ไหน
     
     
    สำหรับแจ๊คแล้ว เขาอาจจะเป็นเกย์ในจิตใจของเขา และเขาก็ยอมรับมันด้วย
    ส่วนเอนนิส เขาอาจจะเป็นพวกเสือไบ แบบว่าหญิงก็ได้ ชายก็เข้าท่า
    อะไรประมาณนี้มากกว่า แล้วบังเอิญว่ามาเจอแจ๊ค ถ้าแจ๊คเป็นผู้หญิง มันก็คงไม่แปลกอะไร
    เพราะผู้หญิงนิสัยแบบแจ๊ค เป็นใคร ใครก็รัก แต่ว่าแจ๊คดันเป็นผู้ชาย แล้วเขารักผู้ชาย
    คงทำใจลำบาก ก็เลยไม่ยอมลงเอยกับแจ๊คซะที
     
    แล้วพอเลิกกะแจ๊คแล้ว ก็ยังไม่ยอมเปิดหัวใจซะที อย่างนี้มันโครต "ทำร้าย" คนรอบข้างเลยนะคุณ
    ถ้าคุณคบอยู่กับคนที่ไม่รู้ว่ารักคุณหรือเปล่า คุณจะมีความสุขมั๊ย
    นั่นคือความรู้สึกของคนที่เข้ามาพัวพันกับเอนนิส แล้วเอนนิสก็ทำร้ายเขาเหล่านั้นเพราะหัวใจตัวเอง (โถ.....)
    จนวันหนึ่งเอนนิสก็ได้รับโปสการ์ด(ที่ส่งให้แจ๊ค) ที่ถูกตีกลับเพราะไม่มีผู้รับ
    นั่นทำให้เขาเริ่มจะทำตามหัวใจเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเองแล้ว
    เขาอยากจะให้แจ๊ค เหมือนที่แจ๊ค ให้ เขาบ้าง แต่เขาตัดสินใจช้าไป ช้ามากๆด้วย
    แจ๊คตายแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ๊ตที่เปื้อนเลือดกำเดาของเอนนิสที่แจ๊คแอบเก็บมันไว้
    แล้วคลุมทับด้วยแจ๊กเกตของแจ๊คตัวเดียวกับที่เขาใส่วันลงเขา
    (อยากรู้ว่ามันมายังไง ก็ลองเข้าไปดู คุณจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น ล้วคุณจะซึ้งมากขึ้น)
    เอนนิสกอดมันและร้องไห้ กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็สายไปแล้ว เป็นไงล่ะ
    ตอนเค้าอยู่นี่ ทำเป็นไม่รู้ใจตัวเอง ทิ้งๆขว้างๆ ไม่สนใจ พอตอนเค้าจากไปทำมาเป็นเข้าใจ
    แล้วเป็นไง ช่วยอะไรได้ ไม่มีอ่ะ สายไปแล้ว ช้าเอง โทษใคร ก็ต้องโทษตัวเองอ่ะดิ
     
     
     

    (ตอนท้ายเอนนิสเปลี่ยนเอาแจ๊คเกตของแจ๊คไว้ข้างใน

    แล้วเอาเสื้อเชิ้ตของเขาออกมาคลุมทับเสื้อของแจ๊คอีกทีนึง

    เหมือนกับจะบอกว่า ต่อไปนี้ฉันนี่แหละจะให้เธอเอง)

    ถ้าให้แจ๊คกับเอนนิส เป็นผู้ชายกับผู้หญิง แล้วตัดประเด็นเกย์ออกไป

    เรื่องราวของเขาก็เป็นหนังรักรันทดเรื่องหนึ่ง แต่พอเป็นผู้ชายกับผู้ชายแล้ว

    มันรันทดกว่าเยอะนะ แล้วมันทำให้ผู้ชมคอยเอาใจช่วยว่าสุดท้ายจะลงเอยกันยังไง

    แล้วมันก็ออกมารันทดที่สุดเลย ง่าๆๆๆๆๆ

    แต่แปลกแฮะ อิชั้นไม่ได้ร้องไห้ สงสัยว่า จะตั้งใจจับประเด็นมากเกินไป เลยไเข้าไม่ถึงอารมณ์หนัง

    แต่สรุปแล้ว อิชั้นชอบหนังเรื่องนี้นะ ชอบสายตาของพี่เจ้ค คิก คิก น่ารักที่สุดเลย

     
     
    หิว ไปกินข้าวละ
     
    ง่วงด้วย วันหลังมาใหม่
     
     
     
    -=-=-=-
    February 22

    :: Munich ::

    อิ๊อิ๊ เปลี่ยนแบคกราวน์ใหม่ หน้าหนาวหมดแล้ว อะไรๆ ก็ต้องสดใสซะหน่อย
    เพื่อเป็นการต้อนรับหน้าร้อน ไม่รู้ว่ามันจะซ้ำหรือเปล่า ไม่รู้ล่ะ ใช้ละ.........
     
     
     
    วันนี้ไปดูมิวนิคมาค่ะ
    ความจริงไม่ได้ตั้งใจไปดูหรอกนะ แต่ว่ากะจะไปซื้อซีดี
    ของ Groove Riders  ที่ดีเจสยาม แต่ปรากฏว่า "ขาดตลาด"
    เวง ตูอุตส่าห์ถ่อมาถึงสยาม เหนื่อยนะเนี่ย
    ได้ข่าวว่าจะสอบมั่งเหอะ แต่อีนี่มาสยาม หนังสือหนังหาไม่อ่าน
     
    แต่เพื่อไม่ให้มันมาเสียเที่ยว ก็หาอะไรทำให้คุ้มค่ารถไฟฟ้าซะ
    เพราะฉะนั้น เราก็ดูหนังซะ กะจะดูบางกอก ฟิล์ม เฟส  แต่ ก็
    จัดซะพารากอน
    ไม่กล้าย่างกรายเข้าไปในสิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนิยมเพียงลำพัง
     
     
     
     
    เอาล่ะๆ มาว่าถึงมิวนิคกันดีกว่า
    ปกติอิชั้นจะหาข้อมูลหนังเพื่อให้รู้เรื่องย่อก่อนไปดู
    โดยเฉพาะหนังที่มันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือหนังที่มันดูแล้วต้องคิดมาก
    แต่ว่าเรื่องนี้พลาดค่ะ ไม่ได้ศึกษาอะไรซักอย่าง
    เข้าไปดูแบบโล่งๆ
     
    ผลสรุป คือ ดูไม่รู้เรื่อง!!!!!!!!!!!!!
     
    กำเวง
     
    แล้วอาจารย์สั่งให้ analize หนังเรื่องนี้!!!!
     
    อะโห ดูไม่รู้เรื่องแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะ analize ยังไงด้วย
    หาจุดไม่ได้เลย
    อ้วกแตก
     
    สงสัยต้องทำ Brokeback Mountain ซะละมั้ง
     
     
     
    ทำไมไม่อ่านหนัวสือวะ ไม่เข้าใจ
     
     
    มัวแต่เล่นเนต ดูหนัง คงเจริญละ
     
     
    จะบ้าตาย
     
     
    พอแค่นี้ดีก่า
     
     
     
    ++++++++++++
     
     
    A : นี่เธอ ดูรถคันนั้นสิ รถคันที่ขับขนานมากับรถเราน่ะ
          ฉันเห็นคนขับเค้าเหล่มองเธอด้วยล่ะ เค้าอยากชวนเธอไปนั่งรถคันเดียวกับเขาหรือปล่าว
    B : เหรอ ฉันไม่กล้าไปหรอก ถ้าเกิดว่าฉันถูกทิ้งกลางทางขึ้นมา หรือว่า
         ฉันนั่งรถคันเดียวกับเขาไปไม่ถึงที่หมายล่ะ
    A : ปัดโธ่ มัวแต่กลัว มัวแต่ปอดแหกอยู่นั่น เดี๋ยวเค้ารับคนอื่นไปซะ ก็อดหรอก
    B : เอาไงดีล่ะ เค้าให้สัญญาณแล้ว
    A : ฉันจอดนะ
    B : ไม่เอา ฉันไม่กล้า แต่ฉันยิ้มให้เขาแล้วนะ
    A : นั่น เค้ารับคนอื่นแล้ว!!
    B : ....ช่างเถอะ...ขับรถต่อไปเถอะ
     
    แล้วรถคันนั้นก็เลี้ยวซ้ายหายไปจากสายตา แต่รถอีกคันเลี้ยวขวาไปอีกทาง
    รถสองคัน หันหลัง แยกออกจากกัน วิ่งคนละเส้นทาง อย่างสมบูรณ์........
     
    อาเมน.....
     
     
     
     
     
    -=-=-=-
    February 20

    :: กาฉือวาเลนไทน์ ::

     

    กระสือ วาเลนไทน์

     

    หุหุ อันเนื่องมาจากว่าอิชั้นไปดู กระสือวาเลนไทน์มาค่ะ

    ตอนแรกกะว่าจะรอแผ่น แต่เนื่องจากว่า

    อาจารย์เค้าให้งานมา analize หนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งในสามเรื่องที่อาจารย์กำหนดให้

    และหนึ่งในสามเรื่องนั้นมีกระสือวาเลนไทน์อยู่ด้วย

    ด้วยความาที่ว่าเรื่องนี้มันเข้าโรงก่อนใคร มันจึงมีโอกาสที่จะหลุดก่อนใครเหมือนกัน

    และอีกอย่าง สองเรื่องที่เหลือ (Munich กะ Brokeback Mountain) มันก็เป็นหนังดราม่า

    อารมณ์ตอนนี้ยังไม่อย่างหาเรื่องเครียดใส่หัว แค่นี้ก็เครียดพอละ

    จะสอบแล้วหนังสือยังไม่ได้แตะเลย OB ก็ไม่เคยเข้า แว๊กๆๆๆๆๆๆๆ

    เพราะฉนั้นตัวเลือกที่หนึ่งคือ กระสือวาเลนไทน์ แต่.......

    มันเป็นหนังผี ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าอิชั้นเกลียดหนังผี ไม่ชอบที่มันใช้เสียงทำให้มันตกกะใจ

    เรื่องนี้ก็ไม่เว้นค่ะ มาถึงก็เล่ยให้กลัวซะตั้งแต่ต้นเรื่องเลยเชียว

    ดีนะที่ปิดตาทัน แต่ก็ตกใจอยู่ดี

     

    เรื่องย่อๆละกันนะ (สปอยตั้งแต่บรรทัดที่สี่เป็นต้นไป)

     หนังว่าด้วยเรื่องของพยาบาลคนนึง

    ที่ย้ายมาอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆ เก่าๆ จะเจ๊งแหล่ไม่เจ๊งแหล่

    แต่ก็ยังอุตส่าห์จะรับพยาบาลใหม่เข้ามาอีก เพราะอะไรน่ะเหรอ

    ก็ ผอ.มันหน้าม่ออ่ะดิ

    ทั้งโรงบาลมีแต่พยาบาลแก่ๆ อยู่ดีๆก็มีพยาบาลสาวๆเข้ามาในโรงบาล

    ใครๆ ก็วิ๊ดวิ้วกันเป็นธรรมดา

    รวมถึงภารโรงหนุ่มที่บังเอิ๊ญ บังเอิ๊ญ เจ๊อะกับพยาบาลสาว (นางเอกชื่อสาว ล่ะ)

    เพราะว่ามีเด็กน้อยเข้ามาเร่ขายดอกกุหลาบในโรงบาล

    ซึ่งผอ. สั่งห้ามไม่ให้ใครเข้ามาขาย แกแพ้ดอกกุหลาบ

    แล้วดอกกุหลาบมันเหลือดอกสุดท้ายพอดี พี่ภารโรงเค้าก็เลยช่วยซื้อ

    แล้วก็บอกให้เด็กน้อยเอาไปให้ใครก็ตามใจ

    เด็กน้อยก็เลยเอาไปให้พยาบาลสาว บังเอิ๊ญ บังเอิญป๊ะกันอย่างมีอะไรมาดลใจ

    บ้านพักพยาบาลเป็นบ้านพักที่อยู่ใกล้ที่ทิ้งขยะ กลิ่นรัญจวนใจใช้ได้เลย

    แต่มันหลอนกันตั้งแต่เปิดประตูเข้าบ้านเลยคุณ

    มีผีชายแก่อยู่ในเงากระจกตู้ โอย หลอนชิหาย

     

     

    แล้วพอกลางคืนก็เล่นเปิดตัวกระสือเลยคุณ โอ๊ย ตกกะใจ

    นั่งเอากล่องป๊อบคอร์นปิดหน้า คนนั่งข้างๆ เค้าก็นั่งขำ กำ ก็ตูกลัวอ่ะ

    ในห้องนั้น คุณพยาบาลพบสิ่งหนึ่งโดยบังเอิญ

    เพราะว่าดอกกุหลาบที่คุณพยาบาลได้มา

    มันไปสัมพันธ์กับสิ่งที่คุณพยาบาลเจอ ซึ่งไอ้ที่เจอมันคือรูปถ่ายใบหนึ่งที่ถูกฉีก

     

     

    แต่รูปใบนั้น มันเป็นรูปที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2484

    เป็นรูปพยาบาลยืนเคียงคู่กับทหารหนุ่มสมัยสงครามโลก

    และที่น่าแปลกคือ นหน้าตาคนในรูป

    เหมื๊อน เหมือนคุณพยาบาลปัจจุบัน กับภารโรงอัมพาต ยังกับแกะ

    รูปนั่นเกี่ยวอะไรกับทั้งสองคน???

     

    วันหนึ่ง คุณพยาบาลสาว ดันเป็นลมในห้องคลอด เพราะโดนผีเด็กหลอก

    ต๊ายยย ถลึงตาน่ากลัวมาก อิชั้นปิดตาไม่ทัน เห็นเต็มสองตาเลยคุณ

    โอย ติดตา

    แล้วคุณภารโรงง่อย เค้าก็เอาอาหารขึ้นมาให้คุณพยาบาล

    แต่ก็กลายเป็นว่าเกิดอุบัติเหตุทำให้เป็นอัมพาต

    ต่อมาก็คุณพยาบาลนั่นแหละค่ะที่เอาตัวมาดูแล เพราะว่าโรงพยาบาลเจ๊งแล้ว

    และต้องการจะหาคำตอบเกี่ยวกับรูปนั่นจากภารโรงอัมพาต

    ที่แสดงออกได้แค่ทางสายตาเท่านั้น

    และสิ่งที่ได้รู้จากภารโรงก้อคือ คำว่า "ผมขอโทษ"

    ฮั่นแน่ อยากรู้ตอนต่อไปอ่ะดิ ไม่บอก ไม่เล่าละ เดี๋ยวรู้หมด

    กั๊กไว้ ให้อยากหาคำตอบเองมั่ง

    (ป่าว หรอก ความจริงมันขี้เกียจพิมพ์ เดี๋ยวยาว)

     

    สงสัยมั๊ยคะ ว่านางเอกเป็นกระสือได้ยังไง และผีลุงแก่มาอยู่ในห้องได้ไง แล้วรูปนั้นเกี่ยวกันยังไง

    หนังผูกปมทุกอย่างไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง แล้วก็มาเฉลยทุกอย่างท้ายเรื่อง

    พอรู้อย่างหนึ่ง แล้ว มันก็เดาอะไรหลายๆอย่างได้ตามมา

    ซึ่งอิชั้นคิดว่า อิชั้นคงคาดหวังกะหนังมากไปหน่อย

    พอมันเฉลยเสร็จ อิชั้นเลยคิดว่า มันเฉลยง่ายไปหน่อย

    ไม่ได้ดังใจ

    หนังพยายามจะนำเสนอความรักตีคู่ไปกับความสยอง

    มันไม่สยองสุด และมันก็ไม่รักรันทดสุดๆ มันกลายเป็นว่าโดน "กั๊ก" ทั้งสองทาง

    อารมณ์ตอนดูก็เลย "กั๊ก" ไว้ ไม่แสดงออกมาหมด

    คือหนังจะน่ากลัว อ่าวน่ากลัวแค่ต้นเรื่องกะท้ายเรื่อง

    หนังจะดราม่ารัก ก็ อ่าว ตูยังไม่ทันจะซึ้งเลย

    กั๊ก ไปซะหมด

    แต่มันก็เป็นหนังพี่ยุทธเลิศที่อิชั้นก็ประทับใจพอสมควร

    กับความรักของพวกเขา ขนาดว่าเป็นผีก็ยังมีใจรักมั่นไปหากันอยู่

    ที่สำคัญ พี่เต้ ปิติศักดิ์ เล่นดีสาดดดดดด ประทับจายยยยยย

    ให้คะแนนแบบ กั๊กๆ สามเต็มห้า

     

     

    ++++++

     

    Analizing

    แบ่งหนังออกเป็นสามองก์ (3 act)

    อธิบายก่อนว่า บทหนังโดยทั่วไปเนี่ย ถ้าเป็นการเขียนบทหนังตามสูตรแล้วล่ะก็

    มันจะแยกออกเป็นสามช่วง หรือ สามองก์

    องก์แรก คือ ช่วงแนะนำตัวละคร ให้รู้ว่าตัวละครมีใครมั่ง นิสัยเป็นไง

    องก์สอง คือ ช่วงที่ตัวละครประสบปัญหา

    องก์สามคือช่วงที่ปัญหาคลี่คลาย ซึ่งจะมีฉากไคลแมกซ์ของหนังอยู่ในองก์นี้ ด้วย

    ดูจากเส้นกราฟนี้นะคะ

     

                Act 1                 Act 2                   Act 3

    Start -------------T1----------X--------T2------C------End

     

     

    T1 คือ จุดเปลี่ยนองก์ของหนัง ครั้งที่ 1 เข้าสู่องก์สอง

    T2 "-----------------" ครั้งที่ 2 เข้าสู่องก์สาม

    X คือจุดกลางเรื่อง จะเป็นจุดเปลี่ยนที่อยู่กลางเรื่องพอดี แต่จะยังอยู่ในองก์ 2 อยู่

    C คือจุดไคลแมกซ์ของเรื่องเป็นภาษไทยก็จุดสุดยอด โอ้ว!!!!! คือจุดที่เรื่องราวนั่นคลี่คลาย

     

     

    ความจริงแล้วในแต่ละองก์จะมีจุดเปลี่ยนยิบย่อยได้อีกก็ได้ แต่หลักๆมันก็จะมีประมาณนี้ แล

     

    มะ มาวิเคราะห์บทภาพยนตร์กัน

     

    องก์หนึ่งนั้น ทำการแนะนำตัวละคร คือทำให้รู้ว่า เรื่องนี้มีนางเอกชื่อสาว สาวมีอาชีพเป็นพยาบาล

    เธอเป็นคนต่างจากหวัด เพิ่งเลิกกะแฟน เธอเป็นคนซื่อ และเป็นคนดี

    หนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่าเธอมีความสัมพันธ์กับสถานที่ที่เธอพึ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก

    ด้วยการให้เห็นผีลุงแก่ที่อยู่ในกระจก และการค้นพบรูปถ่ายโดยบังเอิญ

    พระเอกชื่อ หนุ่ม เป็นภารโรง เขาเป็นง่อย ยังไม่มีแฟน เขาเป็นคนมีน้ำใจ จะเห็นได้จากเข้าอุตส่าห์เป็นตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์ให้กับเจ้าหน้าที่ผัวเมียที่กำลังโกรธกันอยู่ แม้ว่าจะเสี่ยงโดนตบก็ตาม

     

    มีผอ.โรงบาลที่หน้าม่อ และแพ้ดอกกุหลาบ ลุงโกร่งภารโรงขี้เมามีเมียขี้บ่น

    น้ายาม จำชื่อไม่ได้ ชอบหลังยามเป็นประจำเลยไม่ค่อยรู้ความเป็นไปในโรงบาล

    แต่น้ายามเป็นคนเห็นใบหน้าที่แท้จริงของ กระสือ

    ตัวละครยิบย่อย ไม่บอกละกัน ขี้เกียจแจง

    อ่อ แล้วก็เด็กน้อยขายดอกกุหลาบ เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างทุกสิ่งทุกอย่าง

    (เฮ้ย ยาวว่ะ ทำไมมันยาวยังงี้วะ เอาละ แต่ก็จะเล่าต่อ)

     

    จุดเปลี่ยนที่หนึ่ง(T1)  คือ เมื่อหนุ่มกลายเป็นอัมพาต (หรือป่าวหว่า) หรือตอนที่สาวรู้ตัวว่าตัวเองเป็นกระสือวะ อ๊ะ หรือว่าตอนเจอรูปถ่าย

    สรุป ตอนที่กลายเป็นอัมพาต ทำให้เรื่องราวเปลี่ยนไปเข้าสู่องก์ 2

     

    จุดกลางเรื่อง น่าจะเป็นจุดที่โรงพยาบาลเจ๊ง แล้วสาวตัดสินใจเอาหนุ่มไปที่รักษาที่บ้าน

     

    จุดเปลี่ยนที่ 2 (T2)นั่นคือตอนที่ ผอ. ตัดสินใจไปบ้านสาวเพื่อจะไปทำมิดีมิร้าย

    จุดไคลแม็กซ์ มันน่าจะมีที่เด่นๆ คือจุดที่ร่างของสาวโดนเผา แต่นั่นยังไม่พีกอารมณ์เท่า ตอนที่เราได้รู้ว่าเด็กน้อยขายดอกกุหลาบไม่ใช่คน!!!!

    นั่นแหละจุดไคลแมกซ์ล่ะ แล้วสาวน้อยก็กลายร่างเป็นลุงแก่

    เข้าทำร้ายพ่อตัวเองจน...........กลายเป็น...........

     

    ขอบอกอะไรซักอย่างนะ ถ้าคุณอยากอ่านสเปซหน้านี้ให้ได้อรรถรสแล้วละก็

    คุณต้องไปดูหนังมาก่อน ถึงจะเข้าใจเหตุการณ์ในเรื่องเป็นอย่างดี

    มีใครไปดูหนังเรื่องนี้แล้วมั่ง มาพูดคุยกันได้นะ

     

     

    -=-=-=-

    December 27

    :: Comment >> goose ::

    ฮี่  ฮี่  ตอนแรกกะอัพอันเดียว แต่ว่า เดี๋ยวมันจะไม่มีเวลา
    ก็เลยอัพๆ มันซะ  ตัดปัญหา อิ๊ อิ๊
     
     
    Goose : 20 guns pointing in yourface : แนวเค้าล่ะ
     
     
    (รูปเล็กขี้จึ๋งนึง หาได้แค่นี้ล่ะ)
     
    อันเนื่องมาจาก คุณชายเก้า รีเควสมา ให้เราคอมเมนต์งานของวงนี้ให้หน่อย
    ก็เลยตามใจคุณชายเค้านิดนึง
    เราเองก็เคยได้ยินชื่อ Goose จากเก้าเนี่ยแหละ เพราะว่า goose เป็นวงที่ร่วมแสดงใน Fat Festival 5
    และเป็นวงที่คุณชายเก้าเค้าอยากดู (แต่ก้อไม่ได้ดู เพราะไปช้า อด เอิ๊กๆ)
    ก็เลยให้เก้าขน Goose ที่มีอยู่มาให้ฟัง
    หลังจากที่ยัดแผ่นลงเครื่อง  หลังจากที่ฟังเพลงแรกจบลง
    ก็บอกกับตัวเองว่า  "กูฟังไม่รู้เรื่องโว้ย!!!!!!! "
    แต่ก็เข้าใจ ว่ามันเป็นแนวปกติของค่ายนี้ ที่ต้องฟังหลายๆรอบถึงจะเข้าใจ
    ซึ่ง Goose ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
     
     
    Goose มีสมาชิก ทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย นเรศ  วิโรจน์ทนาชัย (ร้องนำ กีต้าร์)   บัญชา  เธียรกริต (Electronic)
    อรรณพ มุสิกโปฎก (lead guitar)  อนุพัส  เปรมอนุวัต (เบส)   อภิชาติ งามเลิศ(กลอง)
     
    Goose เป็นศิลปินค่าย Smallroom
     
    Goose เคยมีอัลบั้มมาแล้ว หนึ่งชุด (ชุดแรกใช้ชื่อว่า Goose อาจจะยังพอหาซื้อได้ตามร้านดีเจสยาม)
    อัลบั้มชุดที่สองนี้ มีชื่อโครตAction  ว่า  20 guns pointing in yourface   งานเพลงแนว Modern rock
    ที่เด่นด้วยเสียงกีต้าร์  และซาวน์อิเลคโทรนิค  ตามแนวทางของ Brit pop (คุณชายเก้าบอกว่าเหมือน
    Radiohead)  เสียงกีต้าร์ ทำให้เพลงของวงนี้ดูโด่นเด่น  และซาวน์อิเลคโทรนิคที่ใส่เข้ามาทำให้เพลง
    ฟังดู ลอยๆ หลอนๆ เสียงร้องของนักร้องนำ ฟังเผินๆ แล้วนึกถึง นักร้องนำ วง Budhist Holliday
    (เสียงเหมือนกันเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก)  เนื้อหาเพลง ที่ต้องเขย่งฟังนิดๆ และต้องตั้งใจฟังกันหน่อย
    ว่าพี่เค้าร้องว่าอะไร
     
    โดยรวมแล้ว Goose ก็ยังคงรักษามาตรฐาน ความเป็น Goose ได้ดี และดูเหมือนว่าเค้าก็ทำได้ดีขึ้นซะด้วยดิ
    และกระแสของวงกะลังมาแรงเชียว  ลองมาทายกันเล่นๆ มั๊ย ว่า Goose จะมีชื่อเข้าชิงรางวัลสีสัน อวอร์ด รึเปล่า
    ใครที่จะไปซื้มาฟัง เราต้องบอกไว้ก่อนนะ ว่า ถ้าคุณไม่ใช่ คนฟัเพลงแนว smallroom อยู่แล้ว
    คุณอาจจะต้องทำใจมากๆ เวลาฟัง  แต่ก็ไม่ต้องใจจดใจจ่อฟังซะทุกประโยคหรอก
    แค่หลับตา แล้วใช้ใจฟัง  แค่นั้น ก็เป็นพอ
     
     
    สี่ดาว สำหรับมาตรฐานทียังรักษาไว้อย่างดี
     
     
    -=-=-=-
     
     
     
     
     
     
    November 22

    ::Music>>Futon::

    Futon : Love Bites >> สุดยอด

     

     หมายเหตุ : การ comment นี้ เป็นการ comment ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นคนฟัง ไม่ใช่ในฐานะ commentator เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเชื่อหมดก็ได้นะ และก็ comment เท่าที่เรามีความรู้พอจะ comment ได้ง่ะ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เค้าก็ออกชุดนี้มาตั้งนานแล้ว  แต่ว่าเราพึ่งจะมา comment

     เอาท์ชะมัด  แต่ว่าเนื่องจากเก้าขอมา เราก็เลย comment ให้ ตามศรัทธา

     

    หลายคนออกเสียง Futonว่า ฟูตอน แต่ความจริงแล้ว Futon อ่านว่า ฟุตอง เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าเสื่อชนิดหนึ่ง

    แต่ในความหมายของทางวง Futon หมายถึง วัฒนธรรมในยุค 80 ของญี่ปุ่นที่เข้าไปมีอิทธิพลกับวงการเพลงอังกฤษอย่างมาก

     

    Futon เป็นวงหลายสัญชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ใช้ River house Studio ในประเทศไทย และ NO.3 Studio ในประเทศอังกฤษเป็นสถานที่ผลิตงานเพลงล้ำๆ

    สมาชิกของ Futon ประกอบด้วย  จีน-กษิดิษ  สำเนียง(voice,guitar เป็นคนไทย แต่ว่าหน้าตาเหมือนญี่ปุ่น)

    โมโมโกะ  อุเอดะ (voice,keyboard เป็นคนญี่ปุ่นแต่หน้าตาดั๊นเหมือคนไทย)

    เดวิด  โคเกอร์ (Guitar,voice,computer และรับตำแหน่งโปรดิวเซอร์อีกด้วย)

    บี-พอล  แฮมไชร์ (voice,synthesis,guitar)  และในอัลบั้มนี้พวกเขายังมีโอกาสต้อนรับสมาชิกใหม่อีกหนึ่งคน นั่นคือ

    ไซมอน  กิลเบิร์ด (Drum) อดีตมือกลองวงชื่อก้องโลก suede

     

    จากอัลบั้มที่แล้ว Nevermind the Botox ทำให้ Futon ได้ชื่อพอท้วมๆ ต่อมาพวกเขาก็มีอัลบั้ม Futon1000

    ซึ่งออกมาแบบlimited เพียง 1000 แผ่นเท่านั้น(เป็นอัลบั้มที่น่าเก็บมาก แต่เสียดายมีน้อยไปหน่อย

    แต่เราก็มีแล้ว 555 และที่สำคัญ มันมีขายที่ร้านเฮียหง่าวด้วย โอ้ พระเจ้า ไม่น่าเชื่อ)

     

    และในปีนี้ พวกเขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับอัลบั้มใหม่ล่าสุด Love Bites

    และใครที่พลาดอัลบั้ม 1000 แผ่นก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะเพลงในอัลบั้มนั้นก็เข้ามาอยู่ในอัลบั้มนี้ซะส่วนใหญ่

     

    แนวเพลงในอัลบั้มนี้ก็ยังคงเป็นแนวอีเลคโทรนิค แคลช  แต่อย่าเอาไปเปรียบกับ Nevermind the Botox นะ

    เพราะว่ามันแตกต่างกันคนละแบบ โดยเฉพาะพัฒนาการของเสียงร้องของพี่จีน ที่ไม่เน้นแหกปากแบบชุดก่อน

    ในส่วนของเพลง มีการซัดด้วยอีเลคโทรนิคกันตั้งแต่เพลงแรก Rich Baby เพลงที่จิกกัดคนรวย(แต่ไร้สมอง)

    ได้แบบแสบๆคันๆ (baby you ain't cool you just rich and there's a differance: ที่นักจ๊ะ เธอก็ไม่ได้เก๋กู๊ดเท่าไหร่หรอก เธอก็แค่รวย และนั่นทำให้เธอแตกต่างไปก็แค่นั้น) เพลงฮิตติดชาร์ตของเค้าล่ะ

     

    แต่การที่วงได้อดีตสมาชิก Suede มาร่วมวงด้วยหรือเปล่า ทำให้บางเพลงมีกลิ่นอายของ Suede ปนอยู่นิดๆ

    อย่างเพลง Talk Of The Town ที่เป็นเพลงจังหวะช้าๆ ถ้าหลับตาฟัง อาจจะนึกได้ว่านี่เป็นงาน ของ Suede ก็ได้

    เพียงแต่เปลี่ยนคนร้อง  (ไม่รู้มีใครคิดเหมือนเราหรือเปล่า)

     

    เพลงหนึ่งที่เราชอบมากในอัลบั้มนี้คือ Hubble ซาวน์สังเคราะห์แบบลอยๆ ความหมายแปลกๆดี

    ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ความหมายเท่าไหร่หรอก (Empty the mind with what the eyes have seen)

    และแทรคสุดเก๋ Guessing Game ที่มีทั้งภาษาไทย  และภาษาอังกฤษ ในเนื้อหาภาษาไทย

    มีการใช้ภาษาที่สละสลวย และเล่นกับภาษาไทยได้ดีทีเดียว(เหมือนปิดตาจะข้ามถนนในคืนที่ฝนพรำ

    ร่ายรำกับฝันร้าย ช่วยปลุกให้ตื่นได้ไหม บอกกันได้ไหมว่าคิดอะไรกับฉันยังไง พูดง่ายๆ อย่าทำให้เรื่องมันต้องบานปลาย)

     

    เอาเป็นว่าใครที่ไม่ค่อยชอบแนวดนตรีที่ใช้ซาวน์สังเคราะห์(ลองนึกถึงงานที่แนวใกล้เคียงกันอย่างงานของ Nologo)

    ก็ไม่แนะนำให้หามาฟัง แต่สำหรับใครที่ติดใจซิงเกิ้ล Rich Baby หรือว่าคิดจะซื้อ กำลังจะไปซื้อ ก็ขอแนะนำว่า

    "ซื้อมาฟังเหอะ...คุ้ม"

     

     

     

     

     

     

     

    -=-=-=-