RobMeRLin's profile•.•°•.°Me and you and ev...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
December 16 :: Rely on ::..อยากนอนตายอยู่ใต้ร่มไม้แห่งอดีตกาลให้แสงเงาส่องทาบเศษใบไม้เกลื่อนกลาดทับถมเสี้ยววิญญาณปลิวว่อนไปกับสายลมสรพพสิ่งสงบชั่วนิรันดร์-=-=-=-August 17 :: Slot Machine - Grey ::....
Slot Machine - Grey : ผ่านผัน จากฝันสู่ความเป็นตัวตน
![]() หลังจาก Futon- Love bites ก็หาได้คิดการใหญ่พูดถึงอัลบั้มใดๆ อีก
อยู่มาวันหนึ่งเกิดไปสะดุดตากับอัลบั้มแพ็กเกจ 6 เหลี่ยมในเซเว่น-อีเลฟเว่น หยิบมาดูก็พบว่าเป็นอัลบั้มใหม่ของ slotmachine ที่มีชื่อสั้นๆ ว่า grey
.......จนได้ฤกษ์เสียตังค์ซื้อของแท้ไปฟังกัน......
นิสัยส่วนตัวที่ยังแก้ไม่หายเสียที นั่นคือความที่เป็นคนชอบเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับผลงานชุดที่แล้วอย่าง Mutation ที่มีเพลงฮิตเหลือเกินในขณะนั้นอย่าง "ผ่าน" เพลงร็อกเครื่องดนตรีหนักแน่นอย่าง "หลอน" เพลงรักติดหูอย่าง "คำสุดท้าย" ในอัลบั้มนี้เราก็ยังคงได้เห็นเพลงในบริบทที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นเพลงเปิดตัวอย่าง "ฝัน" เพลงรักรสละมุน "เหนือกาลเวลา" ที่ละเมียดละไมในการใช้คำมากขึ้นกว่าเดิม
และอีกหลายๆ เพลงที่ถือได้ว่า "ที่ทาง" ของดนตรี และ "ท่วงที" ของการเขียนเนื้อร้อง มีการพัฒนาขึ้นจากอัลบั้มที่แล้ว อย่าง You are nothing หรือเวิ้งว้าง
(อย่างน้อย slotmachine ก็ไม่ได้เลือกที่จะเขียนเพลงที่ว่าด้วยการพร่ำเพ้อกับรักที่จากลาเหมือนวงร็อกรุ่นพี่บางวง
แต่เลือกที่จะเขียนเนื้อเพลงว่าด้วย "ความเป็นไปแห่งวัย"
นั่นถือว่าเป็นจุดยืนที่ดีที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาฝีมือให้กลมกล่อมมากกว่านี้)
การร่วมงานอีกครั้งกับ Scott Moffatts อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แนวทางของอัลบั้มนี้ไม่ต่างจากอัลบั้มที่แล้วสักเท่าไหร่นัก
และหากจะไม่เป็นการด่วนสรุปด้วยเหตุผลส่วนตัวจนเกินไป ลองฟังดูดีๆ มีสไตล์ของ The Moffatts เจือปนให้เราได้สังเกตเห็นบ้าง
(ก็เสียงกีตาร์ rhythm ในอัลบั้มเป็นฝีมือการร่ายปลายนิ้วของพี่ท่านนี่นา)
หวังว่าพวกเขาจะพัฒนาแนวทางเป็นของตัวเองและพิสูจน์ให้เราเห็นได้ว่าพวกเขาคือ "ตัวจริง" ในวันหนึ่ง
หาก Mutation คือการก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงสู่ความลงตัวในแบบ slotmachine
Grey ก็คือการก้าวย้ำตามรอยทางความสำเร็จเดิม ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่มีความหมาย
แต่ก็ถือได้ว่านั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
ก้าวต่อไปคือก้าวสำคัญที่จะต้องถูกจับตามอง...
-=-=-=- August 08 :: 080808 ::..
นานแล้ว นานเกินไปแล้ว
เรื่องราวที่จงใจให้เป็นเหตุบังเอิญ
นานมากแล้ว และมันควรจะจบได้แล้ว
เรื่องราวใหม่ๆ
เกิดขึ้นบ้าง
ดำเนินไป ต้องใช้เวลา
เพียงรอคอย
ผ่านวัน
ผ่านเวลา
กลมกล่อม
ป่าวหรอก ไม่มีอะไรมาก
แค่วันนี้เป็นวัน 080808
แค่อยากอัพสเปซก็เท่านั้นเอง
๕๕๕
-=-=-=- April 08 :: Best Friend's Concerto ::วันนี้อากาศดี..
สายฝนที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่เช้ามืด
เมฆขมุกขมัวบดบังแสงแดดไม่ให้มีโอกาสแตะพื้นโลก
ทำให้ช่วงเวลากลางวันที่ควรจะร้อนระอุกลายเป็นความเย็นสบาย
ฝนที่ยังคงโปรยปราย สายลมที่พัดเอื่อยเป็นระยะ
นี่มันเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมกับการนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียงที่บ้าน
ไม่ใช่หาเรื่องฝ่าฝนออกมาข้างนอกแบบนี้
ถ้าเพราะว่าวันนี้ไม่ใช่วันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
...
..
.
"เฮ้ยไอ้อ้อม ชั้นมีอะไรจะบอกแกว่ะ รีบออกมาตอนนี้เลยนะ ที่เดิม แค่นี้นะ"
ในวันที่ฝนพรำ ฉันต้องรีบออกจากบ้าน หลังจากวางโทรศัพท์จากไอ้เคนเพื่อนตัวป่วงของฉัน
ด้วยธุระบางอย่างที่มันต้องการจะ 'คุยแบบเห็นหน้า' กับฉันในวันนี้เวลานี้เท่านั้น
เรื่องสำคัญอะไรนักหนาที่มันจะต้องลากฉันออกมา ทั้งๆ ที่บอกทางโทรศัพท์หรือแชตใน msn ก็ได้
"ถ้าเรื่องของมึงไม่สำคัญจริงละก็ ตูจะหักคอมึง!"
ฉันนั่งรอมันบนชั้นสองของร้าน 'ระเบียงลม' ร้านประจำที่ฉันกะมันชอบมานั่งเล่นยามเมื่อมีเวลาว่าง (หรือแม้จะไม่ว่างแต่ก็แอบหนีงานมานั่ง)
จนสนิทกับเจ้าของร้านราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ และโต๊ะที่ฉันนั่งก็กลายเป็นโต๊ะประจำไปโดยปริยาย
ร้านระเบียงลมขายกาแฟเป็นสินค้าหลัก มีอาหารและเบเกอร์รี่เป็นสินค้ารอง โดยมีบรรยากาศติดทะเลสาบเป็นจุดขายที่สุดแสนเริ่ด
ชั้นล่างเป็นห้องแอร์สำหรับใครที่ต้องการความเย็นยามแดดร้อน ส่วนชั้นบนจะเปิดโล่ง มีพื้นยื่นออกมาเป็นระเบียง เอาไว้รับลมยามแดดร่มลมตก
และเมื่อยามพระอาทิตย์ตกดิน ระเบียงลมก็กลายเป็นร้านอาหารกึ่งผับ รองรับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งได้เป็นอย่างดี
แม้อาหารจะราคาไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก แต่ว่ากาแฟที่นี่อร่อยและราคาสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง
และที่สำคัญมันอยู่ใกล้บ้าน..
กาแฟอร่อย บรรยากาศถูกใจ ไม่แปลกใจที่ฉันจะมาที่นี่บ่อยๆ
หลังจากนั่งรอบนเก้าอี้นวมนุ่ม อ่านนิตยสารที่วางอยู่ในร้านจบไปสองเล่ม
ก่อนที่ที่ฉันจะไหลลงไปหลับคาเก้าอี้นวม ไอ้เคนก็มาถึงพร้อมกับกล่องดีวีดีเปล่าปะหน้าด้วยลายเซนต์ของมัน
"เอ๋? จะไปเมืองนอกเหรอ" ฉันถามด้วยความประหลาดใจ น้ำหน้าอย่างไอ้เคนเนี่ยนะ ไปเมืองนอก
"ช่ายย" ไอ้เคนตอบหลังจากดูดไอซ์ลาเต้ไปได้สองอึก "ชั้นว่าอาชีพอนิเมเตอร์ในเมืองไทยมันไม่ค่อยมีลู่ทางเท่าไหร่ชั้นก็เลยคิดว่าถ้าไปเรียนแล้วก็ไปหางานเมืองนอก ซักวันนึง ชั้นจะต้องได้มีโอกาสทำอนิเมชั่นดีๆ ซักเรื่อง แล้วมันก็จะได้มีโอกาสเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก คอยดูสิ"
"แกทำแล้วเอาไปอัพโหลดลงยูทูปก็ได้นี่ ชาวโลกก็ได้ดูเหมือนกัน" ฉันเสนอความคิด เพื่อที่ว่ามันจะได้ไม่ต้องถ่อไปเมืองนอกให้เสียเวลา
ยอมรับเหมือนกันว่าหลังจากได้ยินว่ามันจะไปเมืองนอก ฉันรู้สึกใจหายพิกล "ไม่ อย่างนั้นใครที่ไหนก็ทำได้ อิเมชั่นของฉันจะต้องออกสู่สายตาชาวโลกอย่างสวยงาม มันจะต้องไม่อยู่ในเวบไซต์อย่างเดียว มันจะต้องได้เข้าฉายในโรงหนังจริงๆ มันต้องมีคุณค่ามากกว่านั้น" ไอ้เคนตอบด้วยสายตามุ่งมั่น
ความเงียบเข้าครอบงำโต๊ะหมายเลข 12 เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงสายฝนพรำๆ จากนอกร้าน.. "แล้วแกจะไปที่ไหน" เสียงของฉันดังทำลายความเงียบ
ไอ้เคนขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะตอบด้วยความมั่นใจ "ฮอลลิวูด"
ฉันได้ยินแล้วถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ "โอ้โห! ฝันไปเถอะแก ฮอลลิวูด แกจะมีปัญญาเอาอะไรไปสู้เขา เขามีแต่คนเก่งๆ กันทั้งนั้นอย่างแกอ่ะนะ ไกลที่สุดก็แค่เด็กยกไฟเท่านั้นแหละ" อดไม่ได้ที่จะแขวะไป
"เฮ้ย อย่าดูถูกกันสิวะ แกไม่เชื่อฝีมือเพื่อนแกเลยเหรอวะ" ไอ้เคนโวยวาย ฉันพยายามอยู่สักพักที่จะหยุดหัวเราะก่อนจะถาม "แล้วแกจะไปได้ยังไง ไม่ใช่ใครจะไปได้นะ"
เหมือนไอ้เคนจะรอให้ฉันถาม มันยิ้มก่อนจะตอบ "ฉันจะไปเรียนก่อน แล้วพี่ที่รู้จักจะส่งฉันไปฝึกงานที่วีต้า เวิร์กชอป ของปีเตอร์ แจ๊คสัน ผู้กำกับลอร์ด ออฟ เดอะ ริง"
ฉันระเบิดหัวเราะออกมา อีกครั้งคราวนี้ดังกว่าเดิม จนไอ้เคนต้องตบโต๊ะโวยวาย
"ฉันจริงจังนะเว้ยไม่ได้พูดเล่น แล้วก็ นี่.." ไอ้เคนหยิบกล่องดีวีดีเปล่าขึ้นมา "ฉันให้แกเพื่อเป็นหลักประกันว่าอีกไม่นานกล่องดีวีดีนี้จะต้องมีผลงานของฉัน"
หน้าตาของไอ้เคนฉายแววจริงจัง คราวนี้มันดูจริงจังเสียจนฉันต้องหยุดหัวเราะเพื่อฟังมัน
"ฉันจะไม่ยอมกลับเมืองไทยจนกว่าฉันจะมีผลงาน และเมื่อถึงวันนั้น" ถึงตรงนี้สายตาจริงจังของมันจ้องมาทาทางฉัน "แกจะเป็นคนแรกที่จะได้เห็นมัน ฉันสัญญา"
ถึงแม้จะเป็นเพียงแวบเดียวแต่ฉันก็รู้สึกได้ว่านั่นเป็นการแสดงถึงความตั้งใจแนวแน่ที่สุดในชีวิตของไอ้เคน
... ..
หลังจากวันนั้นไอ้เคนก็ออกเดินทางตามหาความฝัน มันหายไปจากชีวิตของฉันโดยไม่ได้ติดต่อกลับมา มีเพียงอีเมล์เล่าสภาพชีวิตในช่วง 6 เดือนแรกที่ไปถึงเท่านั้น หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้ข่าวคราวของมันเลย
"ปล. วันที่เราจากกัน วันนั้นของทุกปี แกอย่าลืมไปที่ร้านด้วยนะ ฉันจะกลับไปหาแก"
ปัจฉิมลิขิตในอีเมล์ฉบับสุดท้ายที่มันส่งมา คือเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องมาที่นี่ในวันนี้ และทุกปีในหลายๆ ปีที่ผ่านมา
วันนี้ของทุกปี ฉันมาที่นี่ เพื่อจะได้เห็นมันกลับมา จะมีผลงานกลับมาด้วยหรือไม่ฉันไม่สนใจ ขอแค่ได้เห็นมันกลับมา
แต่ก็ไม่มีแม้แต่เงานับจากวันนั้น
อีกสิบนาที ห้าโมงเย็น ฝนหยุดตกไปนานแล้้ว แต่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มอยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะเห็นพระอาทิตย์ตกทะเลสาปจากระเบียงร้านนี้พอดี
ได้เวลากลับแล้ว อีกหนึ่งปีที่มันก็ยังคงหายไป
ฉันลุกขึ้น เดินออกไปนอกระเบียงร้าน
ลมพัดเย็นๆ พัดเข้ามาอีกครั้ง หลับตาลงแล้วสูดลมหายใจ
สายลมกระทบใบหน้า รับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนยามที่มันค่อยๆ เคลื่อนที่่ผ่านไป
เสียงลมแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ....ความเย็นเยือกกลายเป็นความอบอุ่น
นี่สินะ ที่เขาว่าฝากลมมากระซิบข้างหู
ลมจ๋า มีใครฝากคำพูดอะไรมาถึงฉันไหม
..
แกอยู่ที่ไหนบนโลกนี้วะ
"ฮัดชิ้ว!" เอาแล้วไง ยืนตากลมแค่แป๊บเดียวก็จามซะแล้ว กลับดีกว่าขืนอยู่ต่อไปมีหวังหวัดกิน
หันหลังเดินกลับเข้ามาที่โต๊ะตัวเดิม ใครบางคนที่หน้าคุ้นตายืนอยู่ก่อนแล้ว
ไม่ใช่พนักงานร้าน แต่เป็นใครบางคน คนที่ฉันนั่งรอมันที่นี่ตลอดเวลาสี่ปี
ไอ้เคนยืนตรงนั้นนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ ส่งยิ้มทักทายแบบเดิมที่เคยทำ มือข้างซ้ายถืออะไรบางอย่างขาวๆ ใสๆ ซักอย่างดูเหมือนโล่ห์รางวัล
มือข้างขวามีแผ่นซีดีสีเงินๆ ชูขึ้นมาให้เห็น
"กลับมาแล้วว่ะ"
ทันใดนั้น...
รอยยิ้มที่หายไปเป็นเวลานานปรากฎบนใบหน้า
รอยยิ้มแห่งความดีใจ..
รอยยิ้มที่สดใสที่สุดที่ไอ้เคนจะเคยเห็นจากคนที่มันยืนอยู่ตรงหน้า
"แกมาช้านะ"
-=-=-=-
March 23 :: The Time Matchine ::..
"ข้ามองเห็นความทรงจำของเจ้า ฝันร้าย ความฝันของเจ้า เจ้ามันก็เป็นพวกที่ทุกข์ทรมานกับคำสองคำ นั่นคือคำว่า 'ถ้าหาก'
ทันทีที่อ่านประโยคนี้จบ หญิงสาวนิ่งอึ้ง ป๊อบคอร์นที่ซื้อมาจากงานวัดแถวบ้านร่วงหล่นจากมือ...
น้ำใสๆ ค่อยๆ ไหลออกมาจากตาอย่างไม่ตั้งใจ
แค่เพียงประโยคถากถางจากตัวโกงในหนังแผ่น...มันไม่ได่ทิ่มตำใจแค่พระเอก แต่มันยังบังเอิญทำร้ายเธอด้วย..นิดนึง
เธอก้มลงเก็บป๊อบคอร์นที่หกกระจายหล่นบนพื้น นึกเสียดายที่ซื้อมาแล้วได้กินไปนิดเดียวเอง จึงคิดซะว่าวันนี้วันหยุดเชื้อโรคคงไม่ทำงาน แล้วก็เก็บมันขึ้นมากินต่อ
แต่อนิจจา เธอคงไม่รู้หรอกว่าไม่กี่วินาทีข้างหน้า หนังเรื่องนี้ยังจะทำร้ายเธอได้อีก The Time Matchine (2002) เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายวิทยาศาตร์ของ H.G. Well ว่าด้วยเรื่องราวของวิศวกรหนุ่ม อเลกซานเดอร์ หลังจากที่เอ็มม่า คนรักของเขาถูกยิงตายในสวนสาธารณะ
ความเศร้าเสียใจจากการจากไป ทำให้เขาตัดสินใจสร้างเครื่องย้อนเวลากลับไปเพื่อช่วยหญิงสาว หวังว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนอดีตได้
แต่เมื่อย้อนกลับไปกี่ครั้ง เหตุการณ์ก็เป็นเหมือนเดิม คือคนรักของเขาก็ยังตายอยู่ดี
ความพยายามที่จะตอบคำถามว่า ทำไมเขาจึงเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ ทำให้เขาตัดสินใจไปหาคำตอบในอนาคต เผื่อว่าวิวัฒนาการในอนาคตงจะสามารถให้คำตอบเขาได้
ทุกครั้งที่เดินทางไปข้างหน้า กาลเวลาไม่ได้เยียวยาช่วยให้เขาพบกับคำตอบ กลับยิ่งทำให้เขาฉงนสนเท่ห์กับสิ่งที่เห็นในอนาคตยิ่งขึ้น
ทำไมเราถึงเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้?
โดยอุบัติเหตุ อเลกซานเดอร์เดินทางไปในอนาคตอีก 6 แสนปีข้างหน้า ในวันที่วิวัฒนาการของคน เป็นไปในเส้นทางที่เริ่มห่างจากคำว่า มนุษย์
ที่นั่น โดยที่ไม่หวังว่าจะได้อะไรกลับไป แต่อเล็กซ์ได้มากกว่าคำตอบ...
ไม่กี่นาทีในถ้ำใต้ดินของมนุษย์ดินผู้หยั่งรู้ความคิดคน
เขาได้เรียนรู้...
"เจ้าสร้างไทม์ แมชชีน เพราะความตายของเอ็มม่า ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ เครื่องนี้ก็ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ๆ แต่เจ้าใช้เครื่องนี้ย้อนเวลาไปช่วยเธอไม่ได้ เจ้าเองก็ยังไม่หลุดพ้นจากโศกนาฏกรรมนี้อยู่ดี"
อีกหนึ่งประโยคที่กระตุกโสตประสาทหญิงสาว เธอเลิกเก็บป๊อบคอร์น แล้วนั่งแหมะอยู่กับพื้น หันมาสนใจกับจอทีวีตรงหน้า...ช่างหัวป๊อบคอร์นมัน
นั่นสินะ ก็จริงของตัวโกง..หญิงสาวคิด..คนเราจะไม่คิดอยากย้อนเวลา ถ้าเราไม่สูญเสีย "อะไร" หรือ "ใคร" ที่สำคัญกับเราไป
บางครั้ง บางคนก็พยายามทุกทางทำ "บางอย่าง" เพื่อให้ "อะไร" หรือ "ใคร" ย้อนกลับมาอยู่กับเขาอีกครั้ง
และมันก็จริงอย่างที่ตัวโกงนั่นว่า ด้วยเงื่อนไขภายใต้การดำเนินไปของกาลเวลา เราก็จมอยู่กับความทรมานจากคำว่า "ถ้าหาก" (What if?)
ถ้าหากเธอยังไม่ตาย ฉันคงจะได้แต่งงานกับเธอ
ถ้าหากมีเวลามากกว่านี้ เราคงไปได้ไกลกว่านี้
ถ้าหากไม่มีเธอวันนั้น ฉันก้คงไม่มีวันนี้
ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้น มันก็คงไม่เป็นอย่างนี้
อยากย้อนเวลาได้จังเลย ถ้าหากย้อนเวลาได้นะ ฉันจะ..บลา บลา บลา
นั่นสิ เราจมอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยไร้ประโยชน์จริงๆ
เราพูด เราคิด เราจิตตก เราทรมาน เราประสาทแดก กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แม้เราจะอยากย้อนเวลากลับไปเพื่อจะแก้ไข หรือเพื่ออยากจะอยู่กับมันนานๆ อย่างไร
เราก็รู้ดีแก่ใจว่าเราก็ทำไม่ได้ แต่เรายังคงเสียใจจากการเป็นไปของมัน ทำไมเราช่างโง่งม
บางที บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้น เพราะมันต้องเกิด มันอาจจะถูกกำหนดไว้แล้ว หรือมันบังเอิญก็แล้วแต่่
แต่มันต้องเกิดไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ในวินาทีแรกมันอาจจะเลวร้าย แต่ไม่นาน มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ ไม่มีใครรู้
ถ้าเซอร์ไอแซก นิวตัน ไม่เบื่อหน่ายวันอันซ้ำซากจำเจ เขาเลือกที่จะไปเที่ยวเล่นสังสรรค์ แทนที่จะไปนอนเล่นใต้ต้นแอปเปิ้ล เราก้คงไม่ได้ปวดหัวกับสมการ F=ma
และแน่นอน โลกก็คงไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ชาวโลกได้สะดวกสบายอย่างที่เป็น
ถ้าเออร์เนสโต้ กัวร์วาร่า รักสบายเรียนหมอปีสุดท้ายให้จบ แทนที่จะตัดสินใจออกเดินทางสมบุกสมบันรอบทวีปอเมริกาใต้ เขาคงไม่ได้เปิดโลก
ทำให้เขาตัดสินใจต่อสู้เพื่อชนชั้นล่าง และตัดสินใจเข้ารวบรบกับกับฟิเดล คาสโตร เพื่อปลดปล่อยประชาชนชาวคิวบา สร้างผลงานจารึกไว้แก่คิวบาและโลก ใช่แล้ว เขาคือ เช กูวาร่า
ถ้าเอ็มม่าไม่ตาย ก็คงได้แต่งงานกับอเลกซานเดอร์ และแน่นอนว่าเขาก็คงไม่ได้สร้างเครื่องย้อนเวลา และไม่ได้ใช้มันย้อนเวลา ไม่ได้มาเป็นเรื่องราวในหนังให้คนทั้งโลกได้ดู (รวมถึงใครคนหนึ่งที่ได้ดูแล้วก็มาแนะนำให้หญิงสาวที่นั่งแหมะอยู่บนพื้นได้ดูอีกทีนึง)
ความจริงก็คือ สิ่งเหล่านั้นที่มันเกิด มันเกิดขึ้นเพราะมันต้องเกิด มันมีเหตุผล มันมีข้อดี แต่เรายังคงไม่เห็นข้อดีของมันเมื่อวันนั้นมาถึง
"เราต่างก็มีไทม์แมชชีนของเราเองไม่ใช่หรือ อะไรที่จะเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และอะไรที่จะพาเราไปสู่กาลข้างหน้า คือฝัน"
ประโยคตบท้ายที่แม้มันไม่ได้ทำให้หญิงสาวดวงตาเห็นธรรม แต่นั่นก็คล้ายๆ กับสัจธรรมที่แท้จริง
ฝัน ที่ไม่ใช่ฝันกลางวัน แต่เป็นความฝันของเรา แทนที่เราจะจมอยู่กับอดีตที่มันย้อนคืนไม่ได้ ทำไมเราไม่ตั้งใจอยู่กับปัจจุบัน ให้ความฝันเป็นเส้นทางสู่อนาคต
ใช่! เพราะชีวิตยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องเจอ ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง บางครั้งการก้าวเดินสู่อนาคตของเราอาจจะสร้างรอยทางใหม่ๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังก็ได้ ใครจะไปรู้
ฉันหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น...
เครดิตจบขึ้นแล้ว หญิงสาวยังคงนั่งอยู่กับพื้น ดวงตาเลอะมาสคาร่าจากการร้องไห้เปล่งประกายแห่งความหวัง
ฉันต้องก้าวต่อไป อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด
แต่ก่อนที่เธอจะได้วางแผนเพื่ออนาคต ปัจจุบันดึงเธอกลับมายังห้อง 4 เหลี่ยมขนาด 4x6 เมตรอย่างเจ็บแสบ
มดตัวหนึ่งกำลังมันเขี้ยว หรือมันนึกว่าเธอคือป๊อบคอร์นหรืออย่างไร มันก็งับเข้าที่ขาเธออย่างสะใจ
หญิงสาวก้มลงมองพร้อมกับแหกปากร้องอย่างตกใจ ไม่ใช่มดตัวเดียวที่ขาเธอ
แต่มดเป็นร้อยกำลังไต่ตอมป๊อบคอร์นที่หกลงบนพื้น ถึงวันนี้เป็นวันหยุด เชื้อโรคไม่ทำงาน แต่มดทำงาน 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันของหญิงสาว คือต้องทำความสะอาดซากป๊อบคอร์น (และฝูงมด) เหล่านี้นั่นเอง
-=-=-=-
March 18 :: As Good As I Guest (Again) ::อ่านภาคแรกได้ที่นี่ http://evilwonder.spaces.live.com/blog/cns!DD686144B5D24081!1644.entry?_c=BlogPart
Almost 1 year later...
พื้นที่ขาวสลับดำ
สวนทางย่างผ่านผู้คน
เธอยิ้มให้ฉัน ฉันยิ้มให้เธอ
เวลาไม่ยาวนานนิจนิรันดร์...เราจะไม่ใกล้กันไปมากกว่านี้อีกแล้ว
พื้นที่สีฟ้ามรกต
สองมือและสองมือเอื้อมคว้า
มหาสมุทรเป็นของฉัน หัวใจอันดามันเป็นของเธอ
เวลาไม่อาจหยุดนิ่งนิจนิรันดร์...เราจะไม่ใกล้กันไปมากกว่านี้อีกแล้ว
พื้นที่โล่งกว้าง
ระยะห่าง 0.05 เซนติเมตรใต้แสงดวงดาว
ข้างกายเธอมีฉัน ข้างกายฉันมีเธอ
เวลาไม่เพียงพอชั่วนิจนิรันดร์...เราจะไม่ใกล้กันไปมากกว่านี้อีกแล้ว
พื้นที่ 0.25 ตารางเมตรต่อสองคน
หยุดนิ่งหากแต่เคลื่อนไหวในสภาวะไร้น้ำหนัก
ไม่มีเธอ มีแต่ฉัน และทุกคนที่เรารู้จัก
เวลาไม่หมุนวนชั่วนิจนิรันดร์...เราจะไม่มีวันใกล้กันอีกแล้ว
-=-=-=- March 07 :: Last Day ::..
ท่ามกลางกระแสเพลงร็อกเฮฟวี่เมทัลและความรุ่งเรืองของเพลงป๊อบ วงดนตรีจากวอชิงตันสร้างทางเลือกใหม่ที่แตกต่างด้วยดนตรีที่แหวกกระแส ด้วยจังหวะที่เกรี้ยวกราด ท่วงทำนองที่ปฏิเสธการเดินตามรอยวงร็อกที่มีในตลาดอย่างดาดดื่น ซึ่งถูกนิยามใหม่ว่า กรั้นจ์-ร็อก (Grunge-Rock)
ความสำเร็จของ อัลบั้ม Never mind ส่งผลให้ nirvana ก้าวเข้ามาเป็นเทพเจ้าของหมู่วัยรุ่นในขณะนั้น เคิร์ท โคเบนเป็นยิ่งกว่าไอดอล Smell like teen spirit เป็นเหมือนเพลงชาติ ชื่อเสียงและเกียรติยศหลั่งไหล และตามครรลองนักดนตรีเพลงร็อก โคเบนหันเข้าหายาเสพติด
ในช่วงจุดสูงสุดของชีวต ปริมาณยาเสพติดที่ใช้ก็สูงตาม ชีวิตความรักระหว่างเขากับ คอร์ทนีย์ เลิฟ อดีตนักร้องนำวง Hole ก็กระท่อนกระแท่น ปัญหาชีวิตที่รุมเร้า อาการจิตหลุดจากพิษของสารพัดยาเสพติด อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้เคิร์ทตัดสินใจดีดบุหรี่ทิ้ง หันมาคาบปลายกระบอกปืนลูกซอง แล้วใช้เท้าแทนนิ้วมือลั่นไกสังหารตัวเอง ในวันที่ 5 เมษายน 1994 ศพของเขาถูกพบใน 3 วันต่อมา ปัจจุบันสาเหตุการตายของเขายังได้รับความสนใจ และได้รับการพูดถึงอยู่เสมอ
ตัดสินใจสร้างหนังที่ว่าด้วยช่วงเวลา 1 วันสุดท้ายของชีวิตนักร้องนำวงร็อกนาม เบลค ผู้ซึ่งหนีออกจากสถานบำบัดยาเสพติดกลับมาล่องลอยอยู่บ้าน ก่อนจะจบด้วยวาระสุดท้ายของเขาในเช้าวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง หนังดำเนินเรื่องด้วยการตามเบลคไปเรื่อยๆ ในแต่ละนาทีที่ผ่านไป หลังจากหนีออกมาจากสถานบำบัด ในสภาพของคนคล้ายๆ เมายา วิ่งลงไปเล่นน้ำในน้ำตก ผิงไฟตากถุงเท้าในค่ำคืนหงอยเหงา เดินกลับเข้าบ้านอย่างลอยๆ หยิบเดรสของผู้หญิงมาใส่ วิ่งหนีเจ้าหน้าที่ที่มาตามหา แอบอยู่ในเรือนกระจกทั้งวัน เล่นดนตรีราวกับคนคลั่ง ไปปาร์ตี้ นั่งสูบบุหรี่ นั่งคุยกับเพื่อน .... .. การถ่ายทำแบบตั้งกล้องไว้นิ่งๆ มุมกล้องที่มีทั้งใช้ภาพแทนสายตาเบลค มุมกล้องแบบแอบดู มุมกล้องจากสายบุคคลที่สาม การตัดต่อที่เหลื่อมเวลา ดูเหมือนจะเป็นการสื่อถึงอารมณ์ของเบลคที่อยู่ในช่วงจิตหลุด สับสน หงอยเหงา ไดอาลอกที่แทบจะไม่มี ทำให้หนังเงียบ เศร้า (นึกถึงตอนที่คุณดู พลอย ยามที่ตัวละครใช้การแสดงออกมากกว่าที่จะพูดกัน) แต่ันั่นล้วนเป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ฉันรักหนังเรื่องนี้ขึ้นมาจับใจ การแสดงของ ไมเคิล พิทท์ สะท้อนอารมณ์ได้ดีจนเราคิดว่า เขาคือ เคิร์ท โคเบน
เหงา เศร้า จิตตก สับสน หลอน มึน งง เจ็บปวด นี่อาจจะเป็นเรื่องราวในวันสุดท้ายของชีวิตจริงๆ ของเคิร์ทก็ได้ อย่างน้อย ใครบางคนก็แค่อยากจะให้เราเห็นว่า ชีวิตร็อกสตาร์มันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นในทีวีซักเท่าไหร่ แต่ในช่วงชีวิตแย่ๆ มันก็แย่อย่างไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน
บริทนีย์ สเปียร์ คงจะอธิบายประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี....
-=-=-=- March 03 Catz & Dogz.. มีคำถาม ระหว่างแมว กับหมา เค้าชอบอะไรมากกว่ากัน เค้าก็เลยตอบไปว่า....เค้าชอบคนถาม เอ๊ย! ไม่ใช่ เค้าตอบว่าเค้าชอบแมว เหตุผลน่ะหรือ... ถึงแม้ว่าแมวจะถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่เย่อหยิ่ง รักอิสระ จริงๆ แล้วแมวเป็นสัตว์ที่มีโลกส่วนตัวต่างหาก เจ้านายไม่ว่าง มันก็ออกไปเที่ยวเล่นของมันเองได้ ไม่ต้องงอแงให้เจ้าของพาออกไปวิ่งทุกเย็น แต่ถึงแม้มันจะออกไปเที่ยวเล่น แต่ก็ไม่เคยค่ำไหนนอนนั่น มันก็ยังกลับมานอนบ้านเสมอ ถึงแม้แมวไม่ชอบอาบน้ำ แต่แมวไม่เคยตัวเหม็น เพราะมันทำความสะอาดตัวมันเองทุกวัน เหมือนจะไม่สนใจใคร แต่แมวพร้อมที่จะออดอ้อนเจ้านาย โดยไม่สนว่าใครจะเป็นฝ่ายงอนใครก่อน แมวออกจะน่ารัก แต่ทำไมยังถูกคนรังแก ด้วยการปิ้งปลาประชดแมว เพราะฉะนั้นก็อย่าว่ามันเลยถ้ามันกลายเป็นแมวขโมยปลาย่าง แต่เจ้าหมาสิ นอกจากจะหวงก้างแล้ว ยังชอบ "หมาหมู่" อยู่เรื่อย บางครั้งก็ยังแอบเป็น "หมาลอบกัด" งี่เง่าเป็น "หมาเห่าใบตองแห้ง" ก็มี แต่ที่น่าเกลียดที่สุด.. เค้าว่า ไม่ใช่แมวที่ "ขโมยปลาย่าง" หรอก แต่เป็น "หมาคาบไปแดก" ต่างหาก -=-=-=- December 30 :: Novel ::..
"คุณเคยโดนตบหน้าไหมคะ" พรวลีเอ่ยประโยคนี้ขึ้นเมื่อนั่งตรงข้ามมนัสจันทร์ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
"ฉันก็ไม่เคยโดนตบหน้าหรอกนะคะ" เธอพูดต่อ ไม่ได้สนใจสีหน้างุนงงของเพื่อนร่วมโต๊ะ "แต่พอจะเข้าใจว่าความรุ้สึกมันเป็นยังไง"
ก่อนที่มนัสจันทร์จะอ้าปากถาม พรวลีก็ก้มลงอ่านในสมุดบันทึกของเธอที่เธอจดไว้
"วินาทีแรกคือมันจะชา
แล้วหัวก็จะหมุนติ้ว
สักพักหนึ่งเมื่อหายมึน ก้จะรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด
อาการทางกายภาพ หน้าจะเป็นรอยฝ่ามือแดง
อาการทางใจ ใจจะบอบช้ำ
ความรุนแรงขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนตบ..." คราวนี้เธอหันมามองมนัสจันทร์ แล้วยื่นหน้าเข้ามากระซิบ "คุณรู้ไหมว่าหากเป็นคนที่เราเชื่อใจตบ มันบอบช้ำกว่าหลายเท่า"
มนัสจันทร์พยักหน้าเห็นด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ...เธอมองดูพรวลีที่เอนตัวลงกลับไปพิงเบาะตามเดิม
พรวลีคนคาปูชิโนร้อนในถ้วยแล้วจิบเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ.....
"มันก็เป็นแค่ประโยคธรรมดาประโยคหนึ่ง ที่ฉันน่าจะลืมไปได้แล้ว เพราะมันนานมากแล้ว แต่ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง ฉันดันกลับไปใส่ใจมัน ผลที่ได้รู้คือ บางอย่างที่มากกว่าวันนั้น คุณรู้มั๊ยคะว่าอะไร"
มนัสจันทร์ส่ายหน้า
"เจ็บ
คนอื่นอาจไม่รู้ คนอื่นอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
แต่บางคนมองมันเป็นเรื่องตลก และตอบสนองความสะใจของตัวเอง"
"คิดว่าฉันเป็นตัวอะไร
ฉันไม่ใช่รูปปั้นนะ
ฉันเป็นคน ฉันมีเลือดเนื้อ ฉันมีความรู้สึก
และเหนือสิ่งอื่นใด..ฉันมีหัวใจ
หัวใจที่มีความรู้สึกดีๆ แก่ใครที่ได้มันไป
ใครบางคนกำลังเหยียบย่ำความรู้สึกดีๆ ของฉัน
ในวันที่มันควรจะเป็นวันที่สวยงามสำหรับฉัน"
เธอหันไปหามนัสจันทร์พร้อมกับพูด "ใครบางคนไม่รู้ว่ากำลังทำให้ฉันโกรธ ใครบางคนไม่รู้ว่าไม่ควรทำอย่างนั้น ฉันคงไม่ได้เตือนไป" แล้วสายตาของพรวลีก็แข็งกร้าวขึ้นพร้อมกับระเบิดคำพูดออกมา
"ว่าอย่าล้อเล่นกับความรักของฉัน!!"
"ฉันเคยต้องการแค่ ใครสักคนที่ผ่านคืนวันแสนอ้างว้างไปด้วยกัน
แต่ ณ บัดนี้ ฉันเพียงต้องการแค่......."
พรวลีเว้นประโยคไว้แล้วหันไปละเลียดคาปูชิโน่ร้อนที่เริ่มจะเย็นแล้ว ทีละนิด ทีละนิดจนมันหมดแก้ว
"ใครสักคนที่นั่งฟังฉัน
ฟังว่าฉันเจออะไรมาบ้าง
แล้วฉันจะให้รางวัลแก่เขาเหล่านั้นอย่างไร ในฐานะที่ทำกับฉันอย่างนี้"
พรวลีประสานมือแล้ววางใต้คางพร้อมกับพูดแล้วมองหน้ามนัสจันทร์
"ใครสักคนที่มาเป็นสักขีพยาน
รับรู้ว่าสิ่งที่ฉันจะทำ มันจะเลวร้ายจนทำให้เขาเหล่านั้นต้องเสียใจที่ทำอย่างนั้น
ฉันคิดว่าฉันจะทำอย่างนั้นนะ"
"เอ่อ คุณจะไปฆ่าเขาเหรอคะ" เป็นครั้งแรกที่มนัสจันทร์พูดออกมา
พรวลีส่ายหน้า "ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ มันเลวร้ายเกินไป และมันไม่ถูกต้อง พวกเขาควรจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยความรู้สึกผิดไปจนวันตาย" เธอมองมนัสจันทร์ สายตาอ่อนลง
"อย่าหาว่าฉันเลว ฉันแค่จะเอาคืน กับคนที่มันไม่เห็นค่าความรู้สึกดีๆ ของฉัน ใครทำอย่างไรไว้ก็ควรได้รับการตอบแทนแบบนั้นค่ะ"
มนัสจันทร์จับแขนของพรวลีไว้ก่อนที่เธอจะลุกออกไปจากโต๊ะ "ฉันขอถามหน่อยได้ไหมคะ พวกเขาทำอะไรคุณ?"
พรวลียิ้ม "คุณอยากรู้จริงๆ เหรอ ว่ามันเป็นยังไง"
-=-=-=-
November 09 :: Star Night ::ภายใต้ดวงดาวระยิบระยับราวกับเต้นรำอยู่บนฟ้ายามค่ำคืน
ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในคืนอันว่างเปล่า
ฉันร้องไห้
......
........
เธอคิดว่าฉันร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
เขาคิดว่าฉันร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
ใครๆ คิดว่าฉันร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
แต่เชื่อฉันเถอะ
ฉันร้องไห้โดยมีเหตุผลจริงๆ
แต่.....
ฉันไม่บอกใครหรอก
-=-=-=-
October 29 :: Based from the past ::
ชายหนุ่มนั่งอ่านข้อความหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วถอนหายใจ เสียงริงโทนเพลงดังของวงทูมอร์โรว์ แมนทำให้เขาละสายตาจากหน้าจอหันไปรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล...เป็นยังไงบ้าง” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใครส่งให้……........…อย่าไปใส่ใจกับมันนักเลย ก็แค่ข่าวน่ะ อยู่วงการนี้ก็ต้องเจอแบบนี้อยู่แล้วเรื่องธรรมดา...................คงไม่ได้หรอกถูกสั่งห้ามออกไปไหนน่ะเดี๋ยวเป็นข่าว...........เอาไว้เรื่องเงียบก่อนเดี๋ยวไปหานะ ทำใจดีๆ นะ พักผ่อนซะ มีอะไรโทรมานะ” ชายหนุ่มวางหูยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจโทรออกอีกครั้ง แต่คนละเบอร์กับเบอร์โทรเข้าเมื่อกี้....
หญิงสาวลุกขึ้นมารับโทรศัพท์ “ฮัลโหล” “นิ้ม โอ๋นะ” หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงปลายสาย “อืม” “อ่านข่าวแล้วนะ” “อืม” “เป็นยังไงบ้าง” “ก็ปกติ นิ้มไม่ได้โดนโจมตีซะหน่อย แล้วอีกอย่างก็ให้ข่าวไปตามเนื้อผ้า คนที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นน้องเค้ามากกว่านะ ตอนนี้เป็นไงมั่งล่ะ” “มีคนส่งข้อความในเวบบอร์ดให้แน๊นอ่าน” “ตายจริง ใครส่งให้อ่าน แล้วน้องเค้าเป็นไงมั่งล่ะ” “บอกให้เลิกอ่านแล้ว ไร้สาระ” “อยู่วงการนี้ก็ต้องเจอแบบนี้แหละ เรื่องธรรมดา พอกลายเป็นนากเอกดังก็จะเจอมากกว่านี้อีกล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้โดนคุณเก๋สั่งเก็บตัว งดออกงาน ท่าทางแน๊นจะยังรับมือไม่ไหวเรื่องข่าว” “แล้ววันนี้ไม่เล่นคอนเสิร์ตเหรอ” “วันนี้ว่าง 1 วันน่ะ ถูกสั่งเก็บตัวเหมือนกัน” “ดังใหญ่แล้วนะ” หญิงสาวล้อเลียน ไม่มีเสียงตอบจากปลายสายนอกจากนอกจากเสียงหัวเราะเบาๆ “รู้มั๊ยว่ารูปมาจากไหน” ชายหนุ่มถาม “ไม่รู้เหมือนกัน คงจะเป็นเพื่อนเราเอาคอมไปซ่อมมั๊ง รูปตั้งแต่สมัยเรียนยังจะสรรหามาปล่อย ไร้สาระจริงๆ” “ทำอะไรอยู่ ยังไม่นอนเหรอ” ชายหนุ่มถาม “แหม นักร้องดังโทรมา เป็นใครก็ตื่นขึ้นมารับอยู่แล้ว” พูดจบหญิงสาวเงียบรอฟังเสียงโต้กลับ หากแต่ปลายสายก็ยังคงเงียบเหมือนกัน เธอจึงเริ่มพูดอีกครั้ง “ความจริงนอนไม่หลับน่ะ กลิ้งไปกลิ้งมา” “ไหนว่าไม่เครียดเรื่องข่าวไง นี่เรียกว่าเครียดจนนอนไม่หลับแล้วนะ” ชายหนุ่มได้ทีล้อกลับ “บ้า! ใครเค้าจะเครียดเรื่องเธอกัน” หญิงสาวแขวะกลับ ได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากปลายสาย “เขาว่ากันว่าเสียงคลื่นช่วยให้คลายเครียดได้ เราว่าจริงนะ ฟังเสียงคลื่นแล้วรู้สึกดีมากเลย” “กลับบ้านที่ชลบุรีเหรอ?” “ใช่” “แล้วทำไมไม่ไปอยู่ปลอบใจน้องเค้าล่ะ ท่าทางเค้าจะเครียดหนักสุดนะ” “คงไม่ได้เจอกันซักพักนึงล่ะ โดนสั่งเก็บตัวทั้งคู่เลย รอเรื่องเงียบแล้วค่อยไปหา”
หญิงสาวสายตาเศร้าลงก่อนจะบอกไป “น้องเค้าคงจะดีใจ ถ้ารู้ว่าเธอเป็นห่วงเค้าแค่ไหน”
“ขอบใจนะ สำหรับทุกอย่าง ขอบคุณแทนแน๊นด้วย”
หญิงสาวน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว “เล็กน้อยน่ะ เพื่อนทำให้ได้เสมอแหละ” ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ยังคงไหลออกมาไม่หยุด “เออนี่ ถ้าถูกถามก็บอกไปด้วยว่าเราไม่เคยเป็นแฟนกัน พวกที่ชอบฟันธงในเวบบอร์ดจะได้เลิกโม้ซะบ้าง อ่านแล้วขำชะมัด”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ ลุกออกจากห้องเดินลงไปยังชายหาดหลังบ้าน “นี่...ลองฟังเสียงคลื่นดูสิ” แล้วยกโทรศัพท์หันหน้าเข้าหาคลื่น
หญิงสาวสะอื้น พยายามปิดปากไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาให้ให้เขาได้ยิน
“ได้ยินมั๊ย” ปลายสายกรอกเสียงมา หญิงสาวยกมือปาดน้ำตา
“ดะ.....” เสียงที่สั่นเครือทำให้หญิงสาวหยุดพูดก่อนจบประโยค เอามือปิดหูโทรศัพท์ สูดลมหายใจเข้า พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุดก่อนตอบอีกครั้ง “ได้ยิน รู้สึกดีมากเลย” พูดจบเธอก็ก้มหน้าลงสะอื้นเงียบๆ ต่อ
“เป็นอะไรไปหรือเปล่า เสียงดูไม่ดีเท่าไหร่” ชายหนุ่มสงสัยถามขึ้น
หญิงสาวพยายามสูดหายใจเข้าลึกกว่าเดิม แล้วพยายามพูดกลับไปใหม่ “เมื่อกี้หาว พอได้ยินเสียงคลื่นแล้วก็ง่วงเลย แค่นี้ก่อนนะ จะนอนแล้วล่ะ นอนไม่พอเดี๋ยวทำงานไม่ไหว”
“อืมม พักผ่อนเยอะๆ นะ เพื่อนเป็นห่วง” คำพูดของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอกดวางโทรศัพท์แล้วปล่อยโฮออกมา ร่างสะอึกสะอื้นลงไปนั่งกองกับพื้น จมอยู่ในเสียงร่ำไห้และหยดน้ำที่ไหลราวสายฝน.....
ชายหนุ่มยังคงถือโทรศัพท์ค้างไว้เหมือนเดิมแม้ได้ยินเสียงสัญญาณตัดไปแล้ว กระซิบออกมาเบาๆ ...
“เป็นห่วงที่สุดในโลกเลย อย่าร้องไห้นะ ฉันจะยืนอยู่ข้างๆ เธอเสมอ ได้ยินมั๊ย เข้มแข็งไว้นะ….”
เสียงคลื่นยังคงดังเป็นระยะ ชายหนุ่มยืนอยู่ที่เดิม เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาเองก็ไม่รู้ แต่มันคงจะนานพอที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาเปลี่ยนจากหน้าเว็บบอร์ดที่เขาเคยอ่านกลายไปเป็นภาพพักจอเคลื่อนไหวไปมา เป็นภาพตัวเขาเองยืนอยู่ริมทะเลถ่ายคู่กับหญิงสาวคนหนึ่ง
คนเดียวกับที่เขาเพิ่งคุยโทรศัพท์ด้วยเมื่อครู่นี้เอง...
-=-=-=- October 27 :: Speech ::ประกาศ
สำหรับใครที่รอคอยติดตาม 7 days later อย่างใจจดใจจ่อ
ทางคณะผู้จัดทำก็ขอแถลงการด้วยความเศร้าใจ
ขอเลื่อนโครงการไปอย่างไม่มีกำหนด
เนื่องจากคนเขียนเกิดอาการ "ตัน"
(ทั้งด้านไอเดียและด้านร่างกาย)
ขาดแรงบันดาลใจอ่างรุนแรง แต่งต่อไม่ได้
สถานะล่าสุด จิตหลุด พูดไม่รู้เรื่องแล้ว
โดนโปรเจคยึดครองโลกขบหัวอยู่
ใครพอมีไอเดียเสนอได้นะ ช่วยๆ มันหน่อย
เหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อไป......
แล้วจะกลับมาใหม่ ไม่นานหรอก
จึงประกาศมาให้ทราบ
โปรดอ่านอีกครั้ง
-=-=-=-
October 12 :: new ::เร่งเร้าตัวเองให้ตอบคำถามเสียที
หลังจากนั่งเฉื่อยมาแสนนาน
แต่ยิ่งเร่ง ก็เหมือนยิ่งล้า
นอกจากจะตอบคำถามไม่ได้แล้ว
ความคิดสร้างสรรค์ก็ดันหายหัวไปไหนหมดก็ไม่รู้
ตูละเซ็ง....
*****
รับสมัคร
นักแสดง
คุณสมบัติ : พร้อมลุยเสมอแม้วันมามาก
ได้ดังนั้นจะรักมาก ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ใครสนใจลงชื่อไว้นะ
โปรเจคใหม่กำลังจะมาแล้วทุกคน
เป็นกำลังใจให้เค้าด้วยนะ
แรงบันดาลใจจงมาๆๆๆๆๆ เพี๊ยง!!
-=-=-=-
September 24 :: 7 days Later Chapter2 ::“ไหนว่าไม่โดนกัดไง ทำไมมีเชื้อซอมบี้” จ๋าหันมาตะคอกใส่พร้อมกับชักปืนออกมาจ่อหน้าผมอีกครั้ง “พญาหงส์ทราบ มีซอมบี้เกาะหลังรถ เราจะจัดการให้!” เสียงสวรรค์จากข้างในช่วยผมไว้ ปืนที่จ่อหน้าผมลดลงแล้วพากันหันออกนอกรถ ขณะเดียวกันนั้นประตูรั้วเหล็กก็เปิดออก ชายนิรนามในชุดพร้อมรบสวมหน้ากากถือปืนออกมาจากข้างในนั้น ประทับเล็งแล้ววิ่งขึ้นปีนขึ้นบนหน้ารถตู้แล้ว.. “ปัง!”
ร่างหัวแบะของซอมบี้ตัวหนึ่งก็หล่นแผละลงมากองข้างรถ
“สุดยอด!” ผมอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาเบาๆ กับฉากที่เหมือนในหนังที่ได้เห็นตรงหน้าเมื่อกี้
ชายนิรนามปีนลงมาอย่างคล่องแคล่วว่องไว รถตู้เคลื่อนเข้าไป โดยมีเขาคอยถือปืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ จนเมื่อประตูเหล็กปิดลง เขาจึงได้เปิดประตูรถตู้ให้เรา “เคลียร์” เสียงอู้อี้ออกมาจากในหน้ากาก แต่สาบานเหอะ โครตคุ้นหูผมเลย....
ชายหนุ่ม 3 คนบนรถกุลีกุจอยกของลงแล้ววิ่งหายไป จ๋าส่งของบางอย่างให้ชายนิรนามคนนั้นแล้วเขาก็หายเข้าหลืบตาม 3 คนนั้นไป
“ตามฉันมานี่” จ๋าลงจากรถตู้แล้วเดินนำเข้าไปในห้องสโมสรนิสิตคณะของผม
ภาพแรกที่เห็น ให้ตายเถอะ! นี่มันอะไรกันวะ จากห้องสโมฯ ที่ผมเคยใช้เป็นที่นอนเล่นนั่งเล่นเวลาว่างจากการเรียน กลายเป็นกองบัญชาการอะไรซักอย่างก็ไม่รู้ คอมพิวเตอร์ตั้งเรียงรายต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ที่ฉายภาพจุดต่างๆ รอบๆ คณะ แผงวงจรเชื่อมสายระโยงระยาง ผมไม่คิดว่าในสโมฯ จะมีของอย่างนี้แน่ๆ แล้วไหนจะมีผู้ชายหน้าตาถึกๆ อีก 2-3 คน กับผู้หญิงท่าทางถึกไม่แพ้กันอีกคนนึงนั่งหน้าจออยู่ นี่มันอะไรกันวะเนี่ย
“รายงานสถานการณ์ด้วยบีเอ สองห้า” จ๋าหันไปสั่งหญิงถึกหนึ่งเดียวคนนั้น
“สถานการณ์ปกติ ไม่พบซอมบี้ในเขตนี้ แต่เขต 3 ถูกซอมบี้โจมตี เราเสียทหาร 2 นาย ตอนนี้ที่เหลือหลบหนีเข้าออคิดโซนได้แล้ว” หญิงถึกลุกขึ้นรายงานแล้วนั่งลง
“ขากลับเราเจอซอมบี้จำนวนมากที่เขต 8 ดูเหมือนมันจะพยายามจะตามเรามาแต่ไล่ตามไม่ทัน ระวังตัวไว้ด้วย มันอาจจะมาถึงนี่เมื่อไหร่ก็ได้” จ๋าพูดกับทุกคนแล้วทั้งหมดก็หันมาพยักหน้าแล้วหันกลับไปนั่งทำงานของตนเองต่อ
“นี่มันอะไรกันเนี่ย พวกคุณเป็นใครวะ แล้วทำไมสโมฯ คณะผมถึงกลายเป็นแบบนี้” ผมถามด้วยความงงสุดขีดรอบ 2
“สโมฯ คณะเธอตอนนี้ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการประจำหน่วยย่อยที่ 13 เฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์ด้านทิศใต้ ไม่ให้เชื้อแพร่ออกไปนอกมหาวิทยาลัย” จ๋าหันมาอธิบาย
“หน่วยอะไรของคุณ ทำไมผมไม่เคยได้ยินเลยว่าประเทศเรามีหน่วยนั่นด้วย” ผมถาม
“เพราะเราเป็นหน่วยราชการลับทำหน้าที่เกี่ยวกับความมั่นคงระดับสุดยอด ปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อ ผบ. สูงสุดเท่านั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีใครในรัฐบาลที่รู้ว่าเรามีตัวตน” จ๋าตอบกลับ
นี่มันเรื่องอะไรวะ มีอย่างนี้ด้วยเหรอ ผมฝันไปแน่ๆ ผมคงต้องดูหนังซอมบี้มากเกินไปแล้วเก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นสิวะตื่น “แล้วไอ้เชื้อนั่นมันมาจากไหน คุณรู้ได้ไงว่าใน ม. ผมมันมีอย่างนี้ด้วย”
“เมื่อ 4 ปีที่แล้วสายของเรารายงานมาว่ามหาวิทยาลัยนี้กำลังทำการทดลองลับบางอย่างแต่เราไม่รู้ว่าเป็นการทดลองอะไร และทดลองส่วนไหนของมหาวิทยาลัย เพราะมันกว้างมาก แต่ก่อนจะได้รับการยืนยันข้อมูล สายของเราก็หายตัวไป ทางหน่วยจึงส่งสายลับกลุ่มใหม่แฝงตัวเข้ามาเป็นนิสิตที่นี่ เพราะเวลาไปไหนมาไหนในมหาวิทยาลัยนี้จะได้ไม่ถูกสงสัย” จ๋าอธิบายต่อไป
“สายลับ! ให้ตายเหอะ” เอาเข้าไปนี่มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว “คุณบอกว่าเป็นกลุ่ม แสดงว่าต้องไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวใช่ไหม” ผมถามกลับ จะมีสายลับซักกี่คนในมหาลัยนี้วะ
“เรากระจายกันอยู่ทุกคณะ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวกันไม่ให้คลาดสายตา แต่เราก็ยังไม่เจอเบาะแสซักทีจนกระทั่งมันสายไปซะแล้ว” เสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลังผม เสียงที่โครตคุ้นหูเมื่อตอนแรกนั่นเอง
ผมหันไปมองต้นเสียงก็ต้องตกใจรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้เมื่อเจ้าของเสียงนั่นคือ โอม เพื่อนนักกิจกรรมประจำคณะของผมนั่นเอง!!
“โอม! นายก็เป็นสายลับกับเขาด้วยเหรอเนี่ย” ผมอุทานด้วยความตก พี่โอมของน้องๆ ไอ้เหี้ยโอมของเพื่อนๆ ก็กลายเป็นร้อยตำรวจปลอมตัวมาอีกเหรอเนี่ย โอย อะไรจะเซอรืไพรซ์กูได้บ่อยๆ วะ
อย่างน้อยโอมก็ทำให้ผมประหลาดใจน้อยกว่าจ๋า ด้วยความที่โอมเป็นนักกิจกรรม บ่อยครั้งที่ผมเคยเห็นโอมทำอะไรแปลกๆ เสมอ มนุษย์สังคมอย่างโอม จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ก็คงไม่แปลกประหลาดเท่าจ๋าถือปืนหรอก
ความจริงก็ไม่มีใครในโลกที่จะช็อกผมเท่ากับจ๋าถือปืนแล้วล่ะ
“นี่เองคงเป็เหตุผลที่ว่าทำไมคุณถึงได้หายไปทุกครั้งหลังเลิกเรียน คุณคงไปสืบหาเบาะแสล่ะสิ” ผมถามกลับ
“ส่วนโอมก็คอยสืบหาข้อมูลโดยตรงจากคณะ โอมจึงต้องทำกิจกรรมทุกอย่าง เพื่อที่จะเข้าถึงเบื้องบน” จ๋าอธิบายต่อ
“แล้วพวกคุณเข้ามาเป็นนิสิตได้ยังไงล่ะ อย่าบอกนะว่าพวกคุณลงทุนไปนั่งสอบเอนทรานซ์เพื่อจะเข้ามาน่ะ” ผมถามต่อ
“ก็ในเมื่อประเทศนี้ยังทำการรัฐประหารโดยไม่มีใครเสียเลือดเนื้อได้แถมยังมีคนสนับสนุนอีก แล้วทำไมเราจะเข้ามาที่นี่ได้โดยไม่มีคนสงสัยล่ะ นายจะอยากรู้ไปทำไม” โอมหันมาตอบแทนด้วยลีลากวนๆ อย่างที่เขาเคยเป็นอย่างไรก็อย่างนั้น แต่คราวนี้มีน้ำเสียงหงุดหงิดเข้ามาด้วย
“ไม่จำเป็นที่เราต้องบอกทุกเรื่องกับเธอหรอกนะ” อ้าว จ๋าดันเข้าข้างไอ้โอมซะอย่างนั้น
“เธอยังไม่ได้บอกเราเลยว่าเธอไปอยู่ไหนมาในช่วงที่เชื้อระบาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เธอรอดชีวิตได้ยังไง” จ๋าหันมาถาผมต่อ
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมกลับมาสงสัยอีกครั้งว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ ผมพยายามหลับคิดแล้วนึกทบทวนทุกอย่าง ผมตื่นขึ้นมาในห้องในสถานพยาบาล แล้วหลังจากนั้นล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นล่ะ โอ๊ย นึกไม่ออก เอ๊ะ! แต่ตอนที่ตาลุงยามนั่นพยายามจะเข้ามาทำร้ายผม มีภาพของใครคนนึงพยายามจะทำแบบเดียวกันนี้กับผมซ้อนขึ้นมา ใครวะ โอ๊ย ทำไมนึกไม่ออกวะ
ผมพยายามทำสมาธิ หลับตานึกอีกครั้ง ในสถานพยาบาล ใครบางคนพยายามที่จะเข้ามาทำร้ายผมแบบที่ลุงยามทำ ผมปัดป้องสุดแรงเกิด ถีบมันกระเด็นไปไกลสุดตัว แต่มันก็ยังไล่ตามผมมา แล้วผมก็วิ่งเข้าไปจนมุมในห้องพักฟื้นของสถานพยาบาล เคราะห์ดีที่ปิดประตูทันก่อนที่มันจะดันประตูเข้ามาได้ ลำพังประตูคงเอาไม่อยู่ คงต้องหาอะไรมากันแล้ว นั่นไง ตู้ โต๊ะ เตียง ลากมากันไว้สิ ทุกอย่างที่คิดว่าจะกั้นประตูได้ ไอ้ตัวอะไรข้างนอกนั่นก็พยายามจะพังประตูเข้ามา ผมถอยหนีด้วยความตกใจ ขาข้างหนึ่งสะดุดเข้ากับขาโต๊ะหรืออะไรซักอย่างล้มลง แล้ว...ทุกอย่างก็วูบไป
แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ....อ้อ!! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ผมลืมตาขึ้นแล้วร้องออกมาด้วยความดีใจ “ผมจำได้แล้ว เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้นี่เอง”
ทุกคนในห้องหันมามองผม สายตาของจ๋าฉายแววมีความหวังมากถึงมากที่สุด เธอหันไปสบตาโอมที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว แล้วหันมาหาผม “เล่ามาสิ”
ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปากพูดอะไร เสียงหนึ่งก็ดังก้อง
“ซอมบี้! มันอยู่เต็มไปหมดเลย หน่วยย่อย 13 ตอบด้วยเมย์เดย์ เมย์เดย์ จากฐาน 10 เราถูกซอมบี้จู่โจม มันทำลายฐานเราแล้ว ของเรากำลังจะไปหาคุณ ช่วยเราด้วย”
สิ้นเสียงสัญญาณ ภาพในจอมอนิเตอร์ รถตู้คันใหญ่วิ่งมาจากไหนไม่รู้วิ่งชนเข้ากับประตูเหล็กหน้าสโมฯ อย่างจัง!!
“โครม!” เสียงดังสนั่น
... ..
“เปิดประตูช่วยเขาสิ!” ผมลุกขึ้นตะโกน
ชายร่างถึกสองคนเตรียมสแตนด์บาย โอมวิ่งกลับไปสวมหน้ากากชุดเกราะ ชุดเดียวกับที่ใส่ยิงซอมบี้เมื่อตอนที่เราเข้ามา หยิบอาวุธเตรียมพร้อม แต่จ๋าทำมือเป็นเชิงปราม “เดี๋ยวก่อน”
"แน่ใจหรือยังว่าบนรถจะไม่มีซอมบี้?" จ๋าถามกลับ
ติดตามตอนต่อไป
-=-=-=- September 02 :: 7 days later :: ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง...ที่นี่ที่ไหนวะ
ผมจำอะไรไม่ได้เลย หลังจากที่อยู่ดีๆ ผมก็หลับไป แล้วก็ตื่นขึ้นอีกทีในห้องสับปะรังเคที่คุ้นตา แต่นึกไม่ออกว่ามันคือห้องอะไร อ้อ! ผมนึกออกแล้ว มันคือสถานพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยของผมนี่เอง แต่....ทำไมมันดู..เงียบเหงาอย่างนี้ล่ะ ปกติจะต้องมีคนเดินไปเดินมาสิ แล้วนี่ทุกคนหายไปไหน?
ออกไปจากไอ้ห้องบ้านี่ดีกว่า ประตู ประตูอยู่ไหน ผมมองไปที่กองอะไรซักอย่างที่สุมรวมกัน ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ดูเหมือนมันจะถูกย้ายให้มารวมกันเพื่อขวางประตูทางออกไว้ ใครบางคนในห้องนี้เป็นคนทำ ในห้องนี้ก็มีแต่ผมนี่หว่า ก็ผมน่ะสิเป็นคนทำ แต่ทำไมผมจำอะไรไม่ได้วะ......
ผมพยายามย้ายตู้ โต๊ะออกทีละตัว ดูเหมือนว่าคนที่ย้ายของพวกนี้มาจะไม่อยากให้อะไรข้างนอกเข้ามาข้างใน...มันคืออะไร?
หลังจากที่ออกมาจากห้องพยาบาลปิดตายนั่นได้ผมก็ต้องประหลาดใจกว่าเดิมอีกเมื่อออกมาแล้วพบว่า ไม่มีใครอยู่ข้างนอกเลยซักคน ถึงแม้ว่าวันนี้อาจจะเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์ แต่ว่าอย่างน้อยต้องมีคนมามหาลัยบ้าง แต่ว่านี่มันแปลกเกินไปแล้ว ไม่มีคนเดินไปมา ไม่มีรถวิ่งบนถนน ไม่มีความเคลื่อนไหว
มหาวิทยาลัยร้าง!!!!!!!!!!!
นี่มันอะไรวะเนี่ย ทุกคนอยู่ไหนกันหมด ศูนย์คอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยคนเสมอ กลับว่างเปล่า ร้านกาแฟที่เคยมีคนนั่งคุยกันก็ไม่มีแม้แต่เงาใคร มีแต่ซากหมาตายเกลื่อน เกิดเรื่องห่าอะไรขึ้นวะ
ก่อนที่ผมจะสิ้นหวังไปกว่านี้ ผมเห็นเงาไหวๆ ของใครบางคน โอ สุดยอดไปเลย อย่างน้อยผมก็ไม่โดดเดี่ยวแล้วในมหาวิทยาลัยนี้ ดูเหมือนจะเป็นยามเฝ้าตึกกิจกรรม ด้วยความดีใจ ผมรีบวิ่งตรงไปหา
"ลุงครับ เกิดอะไรขึ้นครับทำไมมหาลัยมันร้างอย่างนี้ล่ะครับ ลุง ลุงเป็นอะไรครับ เฮ้ย! ลุง" เมื่อผมวิ่งไปใกล้ลุงก็ถึงกับผวา เมื่ออยู่ดีๆ ลุงก็แยกเขี้ยวพุ่งตรงเข้ามาหาผมอย่างน่ากลัว พระเจ้า เลือด! หน้าลุงเต็มไปด้วยเลือด เลือดทั้งตัวเลยด้วยซ้ำ ลุงเป็นบ้าไปแล้ว ลุงบ้ากำลังพยายามกัดผม
"อย่า! เฮ้ย กูบอกว่าอย่า"
ฉับพลันภาพๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวผม ใครบางคนก็เคยโผเข้าหาผมเหมือนลุงบ้าคนนี้
ผมพยายามกันลุงบ้าสุดชีวิต แต่แรงของผมกำลังจะหมด ตาลุงนี่คิดจะกัดผมรึยังไง แต่ก่อนที่ผมจะโชคร้ายไปมากกว่านี้ เสียงปืนดังลั่น ตาลุงหัวระเบิด สมองกระจาย เผละ!
ผมยืนตะลึง มองดูร่างลุงล้มลง แล้วหญิงสาวหน้าตาคุ้นๆ คนหนึ่งวิ่งถือปืนเข้ามาหาผม
"โดนมันกัดหรือเปล่า บอกมาเร็วเข้า" เธอเล็งปืนมาที่ผม
ผมรีบยกมือขึ้นแล้วตอบกลับไป "ไม่โดน นี่มันเกิดอะไรขึ้น คุณฆ่าเขาทำไม" ตายห่า แย่ยิ่งกว่าเดิมอีก ตอนแรกกูโดนลุงแก่ทำร้ายไม่พอ ตอนนี้โดนฆาตกรจ่อปืนใส่อีก
พอได้ยินว่าผมไม่โดนกัด ผู้หญิงคนนั้นลดปืนลง และเปลี่ยนโทนเสียงทันที "นั่นเต๋อเองเหรอ เธอไปอยู่ที่ไหนมา ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะยังรอด"
ผมมองหน้าผหญิงสาวที่อ้างว่ารู้จักผมคนนั้นอีกครั้ง แล้วก็ถึงกับตะลึงรอบสองเมื่อเห็นหน้าเธออย่างเต็มตา
"จ๋า นั่นเธอเองเหรอ" แน่นอนล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นผมคงไม่ตกใจอย่างนี้หรอก แต่นี่เป็นจ๋า เพื่อนร่วมภาควิชาของผมเอง จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรล่ะ ก็เพื่อนผมคนนี้เป็นผู้หญิงที่เรียกว่าเรียบร้อยยิ่งกว่าเรียบร้อย ยิ่งกว่านั้นวันนึงๆ ผมได้ยินเธอพูดไม่เกินวันละสามประโยคได้มั๊ง คำพูดที่หยาบที่สุดที่ผมได้ยินจากปากเธอคือคำว่า ไอ้บ้า เหลือเชื่อยิ่งกว่าเชื่อ
แต่จ๋าเพิ่งจะเป่าสมองลุงยามลงเมื่อกี้ แถมยังเอาปืนจ่อผมอีกต่างหาก นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าชาตินี้ ผู้หญิงอย่างจ๋าไม่มีวันทำแน่ๆ
"จ๋า เกิดอะไรขึ้น" ผมสลัดความงงแล้วถามเธอ
"ชั้นคงตอบเธอไม่ได้มากตอนนี้ ข้างนอกนี่ไม่ปลอดภัย เธอตามชั้นมาก่อนแล้วเดี่ยวเราจะเล่าให้ฟังทีหลัง" ยังไม่ทันที่จ๋าจะพูดจบดี ก็มีเสียงหึ่งๆ ดังมาจากหลังตึกกิจกรรม แล้วใครก็รู้มากันเป็นกลุ่มใหญ่พากันเดินตรงมาที่เรา ท่าทางเหมือนลุงยามนั่นเปี๊ยบเลย แล้ว พระเจ้า!! บางคนแขนหลุดห้อยร่องแร่ง บางคนหน้าเหวอะเลือดแห้งกรัง "คนพวกนี้เป็นอะไรเนี่ย"
จ๋าตอบพร้อมกับบรรุจุกระสุนปืนแม็กใหม่ลงไป "มันไม่ใช่คนแล้ว" พูดจบก็เล็ง เหนี่ยวไกปืน แต่ละนัดเข้าที่หัว แล้วมันก็ร่วงลงไปทีละตัว บางนัดที่โดนส่วนอื่นของร่างกาย มันไม่ยักกะตายหรือเจ็บอะไร กลับยิ่งเดินหน้ากันเข้ามาทุกทีๆ แต่เหมือนยิ่งยิง พวกมันก็มาเพิ่มจากไหนกันอีกก็ไม่รู้ ที่รู้คือจ๋าคนเดียวคงจัดการมันไม่หมดแน่
โชคช่วยเราไว้แท้ๆ รถตู้คันหนึ่งแล่นมาจอดข้างๆ เรา ผู้ชายร่างใหญ่คนนึงเปิดประตูออกมา "ผู้กอง ขึ้นมาเร็ว!"
"ผู้กองเหรอ จ๋านี่มันอะไรกัน" ผมถามเธอด้วยความงงเป็น 2 เท่า ตอนนี้มีผู้ชายอีกสองเปิดกระจกรถตู้แล้วส่องปืนกลออกมา ยิงไปที่ผีเดินได้พวกนั้น คราวนี้มันร่วงอย่างกับใบไม้
"เสียงปืนเรียกพวกมันมา เราต้องไปแล้วล่ะ วิ่งไปขึ้นรถเดี่ยวนี้" จ๋าหันมาตะโกนสั่งผม ผมหันหลังวิ่งสุดแรงเกิดแล้วกระโจนเข้าไปในรถตู้คันนั้น จ๋ากระโจนตามเข้ามา ประตูรถปิดลง แต่ผู้ชายสองคนนั้นยังคงยิงมันอยู่ "มันมาเยอะเกินไปแล้ว ผู้กอง" สองคนนั้นหันมาบอก
"กลับ!" สิ้นเสียงจ๋า รถตู้เร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไอ้ตัวพวกนั้นยังเดินตามมาไกลๆ
..............................................
"นี่มันเรื่อ่งอะไร เกิดอะไรขึ้นจ๋า ทำไมมันเป็นแบบนี้ เรางงไปหมดแล้ว" พอตั้งสติได้ ผมก็ยิงคำถามใส่จ๋าไม่ยั้ง ท่ามกลางสายตาของชายฉกรรจ์สามคน อ้อ และคนขับรถอีกหนึ่ง
"ก่อนอื่นฉันขอบอกก่อนนะว่าฉันไม่ใช่จ๋าของเธอ ฉันคือร้อยเอก ชญานันท์ พิทักษ์มนตรีกุล หัวหน้าหน่วยพิเศษเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ" จ๋า หรือร้อยเอกอะไรนั่นหันมาอธิบายความให้ผมฟัง อะไรกันเนี่ย เพื่อนสาวแสนเรียบร้อยที่ผมรู้จัก กลายเป็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา ให้ตายเถอะ!! อะไรกันวะเนี่ย "แล้วนี่ทุกคนกลายเป็นอะไรกันไปหมด ทำไมพวกนั้นต้องไล่ทำร้ายเรา"
"มหาวิทยาลัยนี้ถูกประกาศให้เป็นเขตกักกันโรคระบาดร้ายแรง เหตุเกิดจากเมื่อสัปดาห์ก่อน เกิดเหตุการณ์ระบาดของเชื้อโรคประหลาดทั่วมหาวิทยาลัย ผู้ป่วยถูกกักบริเวณ ไม่ให้ออกไปนอกมหาวิทยาลัย นั่นเท่ากับว่า ที่นี่ถูกปิดตาย ฉันและทีมของฉันถูกส่งเข้ามาเคลียร์พื้นที่ แต่เมื่อเรามาถึง ดูเหมือนว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายกว่าที่เราคิด" จ๋า หรือตอนนี้เป็นร้อยเอกชญานันท์ไปแล้วอธิบาย
"เชื้อโรคที่ระบาดเป็นเชื้อโรคประหลาดที่เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ทำให้ผู้ติดเชื้อตายภายในครึ่งชั่วโมง แล้วหลังจากนั้นก็จะกลายเป็นซอมบี้ เพราะเชื้อนั่นมันถูกพัฒนามาจากสารที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูเซลล์ที่ตายแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ป่วยตาย สารนั่นก็จะทำการฟื้นฟูเซลล์ร่างกาย แต่ก็ได้แค่เซลล์ร่างกาย ส่วนของความรู้สึกนึกคิดไม่สามารถฟื้นฟูได้แล้ว"
"แล้วทำไมพวกนั้นต้องไล่กัดเราด้วยละ" ผมพยายามจะเข้าใจเรื่องที่เธอเล่ามาซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้สิ้นดี
"เปล่าเลยไอ้น้อง มันไม่ได้ไล่กัดเรา แต่มันไล่กินเราต่างหาก" ทหารมือปืนหันมาบอก
"เมื่อปราศจากจิตสำนึกขั้นสูงแล้ว มนุษย์ก็เหมือนสัตว์ทั่วไป มีชีวิตอยู่ด้วยสัญชาติญาณ อย่างแรกคือการหาอาหาร" จ๋าอธิบายต่อ "พวกนี้ไม่ใช่คน ไม่ใช่เพื่อนที่เรารู้จักแล้ว เป็นแค่หุ่นยนต์ที่ต้องการอาหารเท่านั้นแหละ" จ๋าพูดจบแล้วมองออกไปนอกรถ ผมมองตามเธอไป สถานที่ที่บัดนี้ไม่เหมือนสถานที่เดิมที่ผมเคยรู้จักอีกแล้ว....ระหว่างทางผมยังเห็นผีดิบเดินไปเดินมาประปราย
ผมภาวนา อย่าให้ผมเห็นใครที่ผมรู้จักเป็นอย่างนี้เลย...
"แล้วเราจะไปไหนกัน" ผมนึกขึ้นได้ถามกลับ
"กลับฐานบัญชาการหน่วย" จ๋าตอบโดยไม่มองหน้าผม "ใกล้ถึงแล้วล่ะ"
รถตู้ชลอความเร็ว แล้วเลี้ยวเข้ามายังสถานที่หนึ่งที่โครตคุ้นตาผม นี่มันสโมสรนิสิตคณะที่ผมเรียนนี่นา แต่เดี๋ยวนี้มีรั้วลวดหนามและกำแพงหนากั้นรอบๆไว้ แม้จะมองไม่เห็น แต่ผมก็จำได้อยู่ดีว่านี่มันคณะผม
รถตู้จอด คนขับจับ talky walky ขึ้นมากรอกเสียง "พญาหงส์เรียกพญาครุฑ ราชรถเทียบท่าวาสุกรีแล้ว เปิดประตูให้เราด้วย"
"พญาครุฑรับทราบ กำลังตรวจสอบ" เสียงใครไม่รู้ แต่ผมสาบานได้ว่ามันคุ้นหูผมมากตอบกลับมา "อันตราย พบสิ่งแปลกปลอม มีซอมบี้ติดมากับรถ!!!!!"
โปรดติดตามตอนต่อไป
-=-=-=-
August 25 :: Someone in the sky ::"เรื่องของแกตลกดีว่ะ" ชายหนุ่มพยายามหยุดหัวเราะที่เริ่มนานเกินไปแล้ว หลังจากที่ได้ฟังเรื่องจากหญิงสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกันจบลง
"มันไม่ตลกเลยนะเว้ย ขำอะไรนักหน้าวะ" หญิงสาวหันมาแยกเขี้ยวใส่ "มันน่าเสียดายต่างหาก แล้วนี่จะเลิกหัวเราะได้รึยัง เดี๋ยวก็ยันตกบ่อไปเป็นอาหารปลาซะเลย"
"เออ ไม่ขำก็ได้วะ แต่จะบอกให้นะ ไม่มีใครเค้าคิดแบบแกกันหรอก มันเลยเป็นเรื่องขำยังไงล่ะ" ชายหนุ่มหยุดหัวเราะแล้วหันไปหยิบชนมปังก้อน บิดเป็นชิ้นเล้กๆ แล้วโยนลงไปในบ่อน้ำแทน
หญิงสาวนั่งมองปลาตะเพียนฝูงใหญ่ในบ่อดำผุดดำว่ายแย่งกันกินขนมปังที่ชายหนุ่มโยนลงไป...
"แต่ฉันก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นไปอีกแบบนึงหรอกนะ เพราะฉันก็ไม่ได้หวังให้มันเป็นไปแบบนั้นเหมือนกัน ฉันแค่เสียดายอะไรที่มันควรจะดีก็เท่านั้นเอง" หญิงสาวรำพัน
"เราย้อนวันวานกลับคืนมาไม่ได้หรอกนะ ที่อยู่กับเราคือวันนี้ เป็นสิ่งเดียวที่เธอจะต้องทำให้ดีกว่าวันวาน" ชายหนุ่มว่า
"วันนี้ก็ยังไม่ใช่วันนี้ที่ดีอย่างใจหวัง" หญิงสาวตอบกลับ แล้วหันมาถาม "ช่างมันเถอะ แล้วแกล่ะ เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลย"
"เหงาว่ะ บินอยู่บนฟ้าคนเดียวโดดเดี่ยวชะมัด"
"แกก็บินเดี่ยวแบบนี้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ยังไม่ชินอีกหรือไง" หญิงสาวโยนขนมปังก้อนนสุดท้ายลงไปในบ่อน้ำ แล้วเอนหลังลงบนพื้นหญ้าแสนนุ่ม ทอดสายตามองก้อนเมฆที่แปลงร่างเป็นรูปกระต่าย....
"ถ้าให้เลือกได้ก็ไม่อยากเหงาหรอกนะ แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ ฉันมันชอบบินมากกว่าจะอยู่ในกรงนี่นา" ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ "ว่าแต่แกเถอะ บินเดี่ยวเหมือนกันแหละ อย่ามาว่าแต่เขา"
หญิงสาวหัวเราะระรื่น ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หัวเราะบ้าง
เสียงหัวเราะดังก้องยาวนาน ราวกับจะขับกล่อมความเหงาให้จางลง....
"นั่นสินะ ที่แกว่ามามันก็ถูก ฉันก็บินเดี่ยวเหมือนกัน ต่างกับแกแค่ฉันบินบ้าง พักบ้าง บินบ้าง ปีกหักบ้าง โดนยิงตกบ้าง ก็เท่านั้นเอง" หญิงสาวพูดขึ้นหลังจากเสียงหัวเราะจางลง
ชายหนุ่มยิ้มขัน "แล้วไงวะ...บินๆ ตกๆ ของแก" ชายหนุ่มพูดจบแล้วโยนก้อนหินน้อยๆ ลงไปในบ่อน้ำ แล้วนั่งมองคลื่นน้ำที่กระจายออกเป็นวง
"เจ็บ....."
...........
ไม่มีถ้อยคำตอบกลับใดๆ จากปากชายหนุ่ม มีเพียงรอยยิ้มที่มุมปากหลังจากฟังคำตอบของหญิงสาวเท่านั้น เขาหันกลับไปมองในบ่อน้ำอีกครั้ง คลื่นน้ำที่กระจายเป็นวงหายไปหมดแล้ว
"มันไม่ถึงตายหรอก แต่ฉันก็รู้นะ ว่ามันทำอะไรแกไม่ได้หรอก แกก็ไม่เสียใจที่มันเป็นแบบนี้"
"อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย" หญิงสาวค่อนกลับ หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าเต็มแรง
สายลมแผ่วเบาพัดมา ใบไม้แห้งที่หล่นบนพื้นร่ายรำเริงร่า สายลมพาเอาฝุ่นผงกระจัดกระจายไปทั่ว ชายหนุ่มก้มหน้าหลับตา รอให้สายลมนั้นสงบลง
เมื่อลืมตาขึ้น หญิงสาวที่นอนหลับตาข้างเขาหายไปแล้ว ชายหนุ่มยิ้มแล้วส่ายหัว ลุกขึ้นยืน สองมือล้วงกระเป๋า แหงนหน้ามองดูนกนางแอ่นตัวหนึ่งที่ค่อยๆ บินห่างไปบนท้องฟ้า......
....
.....
"Have a nice flight" ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆ แล้วเดินจากไป
-=-=-=-
August 22 :: Unexpectation ::หลายครั้ง...
เค้าให้โดยไม่ได้หวังอะไรตอบกลับ
แต่ผลลัพท์ที่ได้
มันให้อะไรเค้ามากกว่าที่เค้าคาดคิด
ให้ 2 ได้กลับมา 10
ความหวัง วัตถุ หรือแม้กระทั่ง มิตรภาพ
มักได้กลับมาโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ทั้งนั้น
ความสุขในทุกวันนี้ ล้วนได้มาจากสิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง
แต่เมื่อใดที่เค้าให้แล้วคาดหวังว่าจะได้กลับคืน
เค้ากลับไม่ได้มันมันดั่งใจหวัง
เสียใจ
ลองไม่หวังอะไรสิ
-=-=-=-
August 20 :: Theory Perspectum ::เสี้ยวหนึ่งของบทสนทนาระหว่างทาง เมื่อ ดร.หวานมัน โคจรมาพบกับ ดร.กลมกล่อม ในเช้าวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส ภายใต้ชายคาบ้านหลังน้อยที่หลบหลืบกลางขุนเขา
ดร.หวานมัน : ตามทฤษฎีแล้ว ความรักที่เราได้กลับคืนมา มีเท่ากับ รักนั้นที่เราได้ให้ไป
ดร. กลมกล่อม : และตามทฤษฎีอีกเช่นกัน พลังงานเมื่อเดินทางออกจากแหล่งกำเนิด มันจะมีการสูญเสียไประหว่างทาง
โดยอาจจะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น หรือถูกดูดกลืน ดังนั้น พลังงานสุดท้าย ณ ปลายทาง
จะไม่มีวันเท่ากันกับพลังงานแรกเริ่มที่ถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิด
แต่ไม่ว่าอย่างไร พลังงานจะไม่มีวันสูญหายไป เพียงแต่มันจะเปลี่ยนรูปร่าง หรือสถานะไปก็เท่านั้น
ดร. หวานมัน : มันก็จริงแฮะ
-=-=-=-
|
|
|