RobMeRLin's profile•.•°•.°Me and you and ev...PhotosBlogListsMore Tools Help

RobMeRLin Sinjai

Occupation
Interests
!! May The Force Be With U
Photo 1 of 37

•.•°•.°Me and you and every one we know°.•°•.•

-=-=-The full moon and the impressed night-=-=-

Custom HTML

December 16

:: Rely on ::

..

 

 

อยากนอนตาย

 

อยู่ใต้ร่มไม้แห่งอดีตกาล

 

ให้แสงเงาส่องทาบ

 

เศษใบไม้เกลื่อนกลาดทับถม

 

เสี้ยววิญญาณปลิวว่อนไปกับสายลม

 

สรพพสิ่งสงบชั่วนิรันดร์

 

 

 

-=-=-=-

 
 
August 17

:: Slot Machine - Grey ::

....
 
 
Slot Machine - Grey : ผ่านผัน จากฝันสู่ความเป็นตัวตน
 
 
 
 
 
หลังจาก Futon- Love bites ก็หาได้คิดการใหญ่พูดถึงอัลบั้มใดๆ อีก

อยู่มาวันหนึ่งเกิดไปสะดุดตากับอัลบั้มแพ็กเกจ 6 เหลี่ยมในเซเว่น-อีเลฟเว่น
 
หยิบมาดูก็พบว่าเป็นอัลบั้มใหม่ของ slotmachine ที่มีชื่อสั้นๆ ว่า grey
 
.......จนได้ฤกษ์เสียตังค์ซื้อของแท้ไปฟังกัน......
 
 

        นิสัยส่วนตัวที่ยังแก้ไม่หายเสียที นั่นคือความที่เป็นคนชอบเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับผลงานชุดที่แล้วอย่าง Mutation

ที่มีเพลงฮิตเหลือเกินในขณะนั้นอย่าง "ผ่าน" เพลงร็อกเครื่องดนตรีหนักแน่นอย่าง "หลอน" เพลงรักติดหูอย่าง "คำสุดท้าย"
 
ในอัลบั้มนี้เราก็ยังคงได้เห็นเพลงในบริบทที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นเพลงเปิดตัวอย่าง "ฝัน"  เพลงรักรสละมุน "เหนือกาลเวลา" ที่ละเมียดละไมในการใช้คำมากขึ้นกว่าเดิม
 
และอีกหลายๆ เพลงที่ถือได้ว่า "ที่ทาง" ของดนตรี และ "ท่วงที" ของการเขียนเนื้อร้อง มีการพัฒนาขึ้นจากอัลบั้มที่แล้ว อย่าง You are nothing หรือเวิ้งว้าง
 
(อย่างน้อย slotmachine ก็ไม่ได้เลือกที่จะเขียนเพลงที่ว่าด้วยการพร่ำเพ้อกับรักที่จากลาเหมือนวงร็อกรุ่นพี่บางวง
 
แต่เลือกที่จะเขียนเนื้อเพลงว่าด้วย "ความเป็นไปแห่งวัย"
 
นั่นถือว่าเป็นจุดยืนที่ดีที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาฝีมือให้กลมกล่อมมากกว่านี้)
 
 
 
 
        การร่วมงานอีกครั้งกับ Scott Moffatts อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แนวทางของอัลบั้มนี้ไม่ต่างจากอัลบั้มที่แล้วสักเท่าไหร่นัก
 
และหากจะไม่เป็นการด่วนสรุปด้วยเหตุผลส่วนตัวจนเกินไป ลองฟังดูดีๆ มีสไตล์ของ The Moffatts เจือปนให้เราได้สังเกตเห็นบ้าง
 
(ก็เสียงกีตาร์ rhythm ในอัลบั้มเป็นฝีมือการร่ายปลายนิ้วของพี่ท่านนี่นา)
 
หวังว่าพวกเขาจะพัฒนาแนวทางเป็นของตัวเองและพิสูจน์ให้เราเห็นได้ว่าพวกเขาคือ "ตัวจริง" ในวันหนึ่ง
 
 
 
        หาก Mutation คือการก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงสู่ความลงตัวในแบบ slotmachine
Grey ก็คือการก้าวย้ำตามรอยทางความสำเร็จเดิม ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่มีความหมาย
แต่ก็ถือได้ว่านั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
 
 
 
ก้าวต่อไปคือก้าวสำคัญที่จะต้องถูกจับตามอง...
 
 
 
 
 
-=-=-=-
August 08

:: 080808 ::

..
 
 
นานแล้ว  นานเกินไปแล้ว
 
เรื่องราวที่จงใจให้เป็นเหตุบังเอิญ
 
นานมากแล้ว และมันควรจะจบได้แล้ว
 
 
 
เรื่องราวใหม่ๆ
 
เกิดขึ้นบ้าง
 
ดำเนินไป ต้องใช้เวลา
 
 
 
เพียงรอคอย
 
 
 
 
ผ่านวัน
 
ผ่านเวลา
 
กลมกล่อม
 
 
 
 
 
ป่าวหรอก ไม่มีอะไรมาก
 
แค่วันนี้เป็นวัน 080808
 
แค่อยากอัพสเปซก็เท่านั้นเอง
 
๕๕๕
 
 
 
 
-=-=-=-
April 08

:: Best Friend's Concerto ::

 
 
วันนี้อากาศดี..
 
สายฝนที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่เช้ามืด
 
เมฆขมุกขมัวบดบังแสงแดดไม่ให้มีโอกาสแตะพื้นโลก
 
ทำให้ช่วงเวลากลางวันที่ควรจะร้อนระอุกลายเป็นความเย็นสบาย
 
ฝนที่ยังคงโปรยปราย สายลมที่พัดเอื่อยเป็นระยะ
 
นี่มันเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมกับการนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียงที่บ้าน
 
ไม่ใช่หาเรื่องฝ่าฝนออกมาข้างนอกแบบนี้
 
ถ้าเพราะว่าวันนี้ไม่ใช่วันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
 
...
 
..
 
.

 
 
"เฮ้ยไอ้อ้อม ชั้นมีอะไรจะบอกแกว่ะ รีบออกมาตอนนี้เลยนะ ที่เดิม แค่นี้นะ"
 
ในวันที่ฝนพรำ ฉันต้องรีบออกจากบ้าน หลังจากวางโทรศัพท์จากไอ้เคนเพื่อนตัวป่วงของฉัน
 
ด้วยธุระบางอย่างที่มันต้องการจะ 'คุยแบบเห็นหน้า' กับฉันในวันนี้เวลานี้เท่านั้น
 
เรื่องสำคัญอะไรนักหนาที่มันจะต้องลากฉันออกมา ทั้งๆ ที่บอกทางโทรศัพท์หรือแชตใน msn ก็ได้
 
"ถ้าเรื่องของมึงไม่สำคัญจริงละก็ ตูจะหักคอมึง!"
 
 
 
ฉันนั่งรอมันบนชั้นสองของร้าน 'ระเบียงลม' ร้านประจำที่ฉันกะมันชอบมานั่งเล่นยามเมื่อมีเวลาว่าง (หรือแม้จะไม่ว่างแต่ก็แอบหนีงานมานั่ง)
 
จนสนิทกับเจ้าของร้านราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ และโต๊ะที่ฉันนั่งก็กลายเป็นโต๊ะประจำไปโดยปริยาย
 
ร้านระเบียงลมขายกาแฟเป็นสินค้าหลัก มีอาหารและเบเกอร์รี่เป็นสินค้ารอง โดยมีบรรยากาศติดทะเลสาบเป็นจุดขายที่สุดแสนเริ่ด
 
ชั้นล่างเป็นห้องแอร์สำหรับใครที่ต้องการความเย็นยามแดดร้อน ส่วนชั้นบนจะเปิดโล่ง มีพื้นยื่นออกมาเป็นระเบียง เอาไว้รับลมยามแดดร่มลมตก
 
และเมื่อยามพระอาทิตย์ตกดิน ระเบียงลมก็กลายเป็นร้านอาหารกึ่งผับ รองรับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งได้เป็นอย่างดี
 
แม้อาหารจะราคาไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก แต่ว่ากาแฟที่นี่อร่อยและราคาสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง
 
 
 
และที่สำคัญมันอยู่ใกล้บ้าน..
 
กาแฟอร่อย บรรยากาศถูกใจ ไม่แปลกใจที่ฉันจะมาที่นี่บ่อยๆ

 
 
หลังจากนั่งรอบนเก้าอี้นวมนุ่ม อ่านนิตยสารที่วางอยู่ในร้านจบไปสองเล่ม
 
ก่อนที่ที่ฉันจะไหลลงไปหลับคาเก้าอี้นวม ไอ้เคนก็มาถึงพร้อมกับกล่องดีวีดีเปล่าปะหน้าด้วยลายเซนต์ของมัน
 
 
"เอ๋? จะไปเมืองนอกเหรอ" ฉันถามด้วยความประหลาดใจ น้ำหน้าอย่างไอ้เคนเนี่ยนะ ไปเมืองนอก
 
 
"ช่ายย" ไอ้เคนตอบหลังจากดูดไอซ์ลาเต้ไปได้สองอึก "ชั้นว่าอาชีพอนิเมเตอร์ในเมืองไทยมันไม่ค่อยมีลู่ทางเท่าไหร่ชั้นก็เลยคิดว่าถ้าไปเรียนแล้วก็ไปหางานเมืองนอก ซักวันนึง ชั้นจะต้องได้มีโอกาสทำอนิเมชั่นดีๆ ซักเรื่อง แล้วมันก็จะได้มีโอกาสเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก คอยดูสิ"

 
 
"แกทำแล้วเอาไปอัพโหลดลงยูทูปก็ได้นี่ ชาวโลกก็ได้ดูเหมือนกัน" ฉันเสนอความคิด เพื่อที่ว่ามันจะได้ไม่ต้องถ่อไปเมืองนอกให้เสียเวลา

ยอมรับเหมือนกันว่าหลังจากได้ยินว่ามันจะไปเมืองนอก ฉันรู้สึกใจหายพิกล

 
 
"ไม่ อย่างนั้นใครที่ไหนก็ทำได้ อิเมชั่นของฉันจะต้องออกสู่สายตาชาวโลกอย่างสวยงาม มันจะต้องไม่อยู่ในเวบไซต์อย่างเดียว มันจะต้องได้เข้าฉายในโรงหนังจริงๆ มันต้องมีคุณค่ามากกว่านั้น" ไอ้เคนตอบด้วยสายตามุ่งมั่น
 

ความเงียบเข้าครอบงำโต๊ะหมายเลข 12 เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงสายฝนพรำๆ จากนอกร้าน..
 
 
"แล้วแกจะไปที่ไหน" เสียงของฉันดังทำลายความเงียบ
 
 
ไอ้เคนขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะตอบด้วยความมั่นใจ "ฮอลลิวูด"

 
ฉันได้ยินแล้วถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ "โอ้โห! ฝันไปเถอะแก ฮอลลิวูด แกจะมีปัญญาเอาอะไรไปสู้เขา เขามีแต่คนเก่งๆ กันทั้งนั้นอย่างแกอ่ะนะ ไกลที่สุดก็แค่เด็กยกไฟเท่านั้นแหละ" อดไม่ได้ที่จะแขวะไป
 

"เฮ้ย อย่าดูถูกกันสิวะ แกไม่เชื่อฝีมือเพื่อนแกเลยเหรอวะ" ไอ้เคนโวยวาย
 
 
ฉันพยายามอยู่สักพักที่จะหยุดหัวเราะก่อนจะถาม "แล้วแกจะไปได้ยังไง ไม่ใช่ใครจะไปได้นะ"
 
 
เหมือนไอ้เคนจะรอให้ฉันถาม มันยิ้มก่อนจะตอบ "ฉันจะไปเรียนก่อน แล้วพี่ที่รู้จักจะส่งฉันไปฝึกงานที่วีต้า เวิร์กชอป ของปีเตอร์ แจ๊คสัน ผู้กำกับลอร์ด ออฟ เดอะ ริง"
 
 
ฉันระเบิดหัวเราะออกมา อีกครั้งคราวนี้ดังกว่าเดิม จนไอ้เคนต้องตบโต๊ะโวยวาย
 
 
"ฉันจริงจังนะเว้ยไม่ได้พูดเล่น แล้วก็ นี่.." ไอ้เคนหยิบกล่องดีวีดีเปล่าขึ้นมา "ฉันให้แกเพื่อเป็นหลักประกันว่าอีกไม่นานกล่องดีวีดีนี้จะต้องมีผลงานของฉัน"
 
 
        หน้าตาของไอ้เคนฉายแววจริงจัง คราวนี้มันดูจริงจังเสียจนฉันต้องหยุดหัวเราะเพื่อฟังมัน
 
 
"ฉันจะไม่ยอมกลับเมืองไทยจนกว่าฉันจะมีผลงาน และเมื่อถึงวันนั้น" ถึงตรงนี้สายตาจริงจังของมันจ้องมาทาทางฉัน "แกจะเป็นคนแรกที่จะได้เห็นมัน ฉันสัญญา"
 
 
        ถึงแม้จะเป็นเพียงแวบเดียวแต่ฉันก็รู้สึกได้ว่านั่นเป็นการแสดงถึงความตั้งใจแนวแน่ที่สุดในชีวิตของไอ้เคน

...
 
..
 

หลังจากวันนั้นไอ้เคนก็ออกเดินทางตามหาความฝัน มันหายไปจากชีวิตของฉันโดยไม่ได้ติดต่อกลับมา
 
มีเพียงอีเมล์เล่าสภาพชีวิตในช่วง 6 เดือนแรกที่ไปถึงเท่านั้น หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้ข่าวคราวของมันเลย

 
 
"ปล. วันที่เราจากกัน วันนั้นของทุกปี แกอย่าลืมไปที่ร้านด้วยนะ ฉันจะกลับไปหาแก"
 
 
 
ปัจฉิมลิขิตในอีเมล์ฉบับสุดท้ายที่มันส่งมา คือเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องมาที่นี่ในวันนี้ และทุกปีในหลายๆ ปีที่ผ่านมา
 
วันนี้ของทุกปี ฉันมาที่นี่ เพื่อจะได้เห็นมันกลับมา จะมีผลงานกลับมาด้วยหรือไม่ฉันไม่สนใจ ขอแค่ได้เห็นมันกลับมา
 
แต่ก็ไม่มีแม้แต่เงานับจากวันนั้น
 
 

        อีกสิบนาที ห้าโมงเย็น ฝนหยุดตกไปนานแล้้ว แต่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มอยู่อย่างนั้น
 
ถ้าเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะเห็นพระอาทิตย์ตกทะเลสาปจากระเบียงร้านนี้พอดี
 
ได้เวลากลับแล้ว อีกหนึ่งปีที่มันก็ยังคงหายไป
 
ฉันลุกขึ้น เดินออกไปนอกระเบียงร้าน
 
ลมพัดเย็นๆ พัดเข้ามาอีกครั้ง หลับตาลงแล้วสูดลมหายใจ
 
สายลมกระทบใบหน้า รับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนยามที่มันค่อยๆ เคลื่อนที่่ผ่านไป
 
เสียงลมแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ....ความเย็นเยือกกลายเป็นความอบอุ่น
 
นี่สินะ ที่เขาว่าฝากลมมากระซิบข้างหู
 
ลมจ๋า มีใครฝากคำพูดอะไรมาถึงฉันไหม
 
..
 
แกอยู่ที่ไหนบนโลกนี้วะ
 
 
"ฮัดชิ้ว!" เอาแล้วไง ยืนตากลมแค่แป๊บเดียวก็จามซะแล้ว กลับดีกว่าขืนอยู่ต่อไปมีหวังหวัดกิน
 
 
 
หันหลังเดินกลับเข้ามาที่โต๊ะตัวเดิม ใครบางคนที่หน้าคุ้นตายืนอยู่ก่อนแล้ว
 
ไม่ใช่พนักงานร้าน แต่เป็นใครบางคน คนที่ฉันนั่งรอมันที่นี่ตลอดเวลาสี่ปี

ไอ้เคนยืนตรงนั้นนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ ส่งยิ้มทักทายแบบเดิมที่เคยทำ
 
มือข้างซ้ายถืออะไรบางอย่างขาวๆ ใสๆ ซักอย่างดูเหมือนโล่ห์รางวัล
 
มือข้างขวามีแผ่นซีดีสีเงินๆ ชูขึ้นมาให้เห็น
 
"กลับมาแล้วว่ะ"
 
 
 
 
ทันใดนั้น...
 
รอยยิ้มที่หายไปเป็นเวลานานปรากฎบนใบหน้า
 
รอยยิ้มแห่งความดีใจ..
 
รอยยิ้มที่สดใสที่สุดที่ไอ้เคนจะเคยเห็นจากคนที่มันยืนอยู่ตรงหน้า
 
 
"แกมาช้านะ"
 
 
 
 
 
-=-=-=-
 
 
 
March 23

:: The Time Matchine ::

..
 
 
"ข้ามองเห็นความทรงจำของเจ้า ฝันร้าย ความฝันของเจ้า เจ้ามันก็เป็นพวกที่ทุกข์ทรมานกับคำสองคำ นั่นคือคำว่า 'ถ้าหาก'
 
ทันทีที่อ่านประโยคนี้จบ หญิงสาวนิ่งอึ้ง ป๊อบคอร์นที่ซื้อมาจากงานวัดแถวบ้านร่วงหล่นจากมือ...
 
น้ำใสๆ ค่อยๆ ไหลออกมาจากตาอย่างไม่ตั้งใจ
 
แค่เพียงประโยคถากถางจากตัวโกงในหนังแผ่น...มันไม่ได่ทิ่มตำใจแค่พระเอก แต่มันยังบังเอิญทำร้ายเธอด้วย..นิดนึง
 
เธอก้มลงเก็บป๊อบคอร์นที่หกกระจายหล่นบนพื้น นึกเสียดายที่ซื้อมาแล้วได้กินไปนิดเดียวเอง จึงคิดซะว่าวันนี้วันหยุดเชื้อโรคคงไม่ทำงาน แล้วก็เก็บมันขึ้นมากินต่อ

แต่อนิจจา เธอคงไม่รู้หรอกว่าไม่กี่วินาทีข้างหน้า หนังเรื่องนี้ยังจะทำร้ายเธอได้อีก
 
 
 

The Time Matchine (2002) เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายวิทยาศาตร์ของ H.G. Well
 
ว่าด้วยเรื่องราวของวิศวกรหนุ่ม อเลกซานเดอร์ หลังจากที่เอ็มม่า คนรักของเขาถูกยิงตายในสวนสาธารณะ
 
ความเศร้าเสียใจจากการจากไป ทำให้เขาตัดสินใจสร้างเครื่องย้อนเวลากลับไปเพื่อช่วยหญิงสาว หวังว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนอดีตได้
 
แต่เมื่อย้อนกลับไปกี่ครั้ง เหตุการณ์ก็เป็นเหมือนเดิม คือคนรักของเขาก็ยังตายอยู่ดี
 
ความพยายามที่จะตอบคำถามว่า ทำไมเขาจึงเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ ทำให้เขาตัดสินใจไปหาคำตอบในอนาคต เผื่อว่าวิวัฒนาการในอนาคตงจะสามารถให้คำตอบเขาได้
 
ทุกครั้งที่เดินทางไปข้างหน้า กาลเวลาไม่ได้เยียวยาช่วยให้เขาพบกับคำตอบ กลับยิ่งทำให้เขาฉงนสนเท่ห์กับสิ่งที่เห็นในอนาคตยิ่งขึ้น
 
 
ทำไมเราถึงเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้?

 
 
 
 
โดยอุบัติเหตุ อเลกซานเดอร์เดินทางไปในอนาคตอีก 6 แสนปีข้างหน้า ในวันที่วิวัฒนาการของคน เป็นไปในเส้นทางที่เริ่มห่างจากคำว่า มนุษย์
 
 
ที่นั่น โดยที่ไม่หวังว่าจะได้อะไรกลับไป แต่อเล็กซ์ได้มากกว่าคำตอบ...

 
ไม่กี่นาทีในถ้ำใต้ดินของมนุษย์ดินผู้หยั่งรู้ความคิดคน
 
เขาได้เรียนรู้...
 
 
"เจ้าสร้างไทม์ แมชชีน เพราะความตายของเอ็มม่า ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ เครื่องนี้ก็ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ๆ แต่เจ้าใช้เครื่องนี้ย้อนเวลาไปช่วยเธอไม่ได้ เจ้าเองก็ยังไม่หลุดพ้นจากโศกนาฏกรรมนี้อยู่ดี"
 
 
อีกหนึ่งประโยคที่กระตุกโสตประสาทหญิงสาว เธอเลิกเก็บป๊อบคอร์น แล้วนั่งแหมะอยู่กับพื้น หันมาสนใจกับจอทีวีตรงหน้า...ช่างหัวป๊อบคอร์นมัน
 
 
 
นั่นสินะ ก็จริงของตัวโกง..หญิงสาวคิด..คนเราจะไม่คิดอยากย้อนเวลา ถ้าเราไม่สูญเสีย "อะไร" หรือ "ใคร" ที่สำคัญกับเราไป
 
บางครั้ง บางคนก็พยายามทุกทางทำ "บางอย่าง" เพื่อให้ "อะไร" หรือ "ใคร" ย้อนกลับมาอยู่กับเขาอีกครั้ง
 
และมันก็จริงอย่างที่ตัวโกงนั่นว่า ด้วยเงื่อนไขภายใต้การดำเนินไปของกาลเวลา เราก็จมอยู่กับความทรมานจากคำว่า "ถ้าหาก" (What if?)
 
 
 
ถ้าหากเธอยังไม่ตาย ฉันคงจะได้แต่งงานกับเธอ     
 
ถ้าหากมีเวลามากกว่านี้ เราคงไปได้ไกลกว่านี้
 
ถ้าหากไม่มีเธอวันนั้น ฉันก้คงไม่มีวันนี้
 
ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้น มันก็คงไม่เป็นอย่างนี้
 
อยากย้อนเวลาได้จังเลย ถ้าหากย้อนเวลาได้นะ ฉันจะ..บลา บลา บลา

 
 
นั่นสิ เราจมอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยไร้ประโยชน์จริงๆ
 
เราพูด เราคิด เราจิตตก เราทรมาน เราประสาทแดก กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แม้เราจะอยากย้อนเวลากลับไปเพื่อจะแก้ไข หรือเพื่ออยากจะอยู่กับมันนานๆ อย่างไร
 
เราก็รู้ดีแก่ใจว่าเราก็ทำไม่ได้ แต่เรายังคงเสียใจจากการเป็นไปของมัน ทำไมเราช่างโง่งม
 
บางที บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้น เพราะมันต้องเกิด มันอาจจะถูกกำหนดไว้แล้ว หรือมันบังเอิญก็แล้วแต่่
 
แต่มันต้องเกิดไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
 
และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ในวินาทีแรกมันอาจจะเลวร้าย แต่ไม่นาน มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ ไม่มีใครรู้

 
 
ถ้าเซอร์ไอแซก นิวตัน ไม่เบื่อหน่ายวันอันซ้ำซากจำเจ เขาเลือกที่จะไปเที่ยวเล่นสังสรรค์ แทนที่จะไปนอนเล่นใต้ต้นแอปเปิ้ล เราก้คงไม่ได้ปวดหัวกับสมการ F=ma
 
และแน่นอน โลกก็คงไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ชาวโลกได้สะดวกสบายอย่างที่เป็น

 
 
 
ถ้าเออร์เนสโต้ กัวร์วาร่า รักสบายเรียนหมอปีสุดท้ายให้จบ แทนที่จะตัดสินใจออกเดินทางสมบุกสมบันรอบทวีปอเมริกาใต้ เขาคงไม่ได้เปิดโลก
 
ทำให้เขาตัดสินใจต่อสู้เพื่อชนชั้นล่าง และตัดสินใจเข้ารวบรบกับกับฟิเดล คาสโตร เพื่อปลดปล่อยประชาชนชาวคิวบา สร้างผลงานจารึกไว้แก่คิวบาและโลก ใช่แล้ว เขาคือ เช กูวาร่า
 
 
 

ถ้าเอ็มม่าไม่ตาย ก็คงได้แต่งงานกับอเลกซานเดอร์ และแน่นอนว่าเขาก็คงไม่ได้สร้างเครื่องย้อนเวลา และไม่ได้ใช้มันย้อนเวลา ไม่ได้มาเป็นเรื่องราวในหนังให้คนทั้งโลกได้ดู
 
(รวมถึงใครคนหนึ่งที่ได้ดูแล้วก็มาแนะนำให้หญิงสาวที่นั่งแหมะอยู่บนพื้นได้ดูอีกทีนึง)
 
 
 
 
 
 
ความจริงก็คือ สิ่งเหล่านั้นที่มันเกิด มันเกิดขึ้นเพราะมันต้องเกิด มันมีเหตุผล มันมีข้อดี แต่เรายังคงไม่เห็นข้อดีของมันเมื่อวันนั้นมาถึง

 
 
 
 
"เราต่างก็มีไทม์แมชชีนของเราเองไม่ใช่หรือ อะไรที่จะเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และอะไรที่จะพาเราไปสู่กาลข้างหน้า คือฝัน"
 
 
ประโยคตบท้ายที่แม้มันไม่ได้ทำให้หญิงสาวดวงตาเห็นธรรม แต่นั่นก็คล้ายๆ กับสัจธรรมที่แท้จริง
 
 
ฝัน ที่ไม่ใช่ฝันกลางวัน แต่เป็นความฝันของเรา แทนที่เราจะจมอยู่กับอดีตที่มันย้อนคืนไม่ได้ ทำไมเราไม่ตั้งใจอยู่กับปัจจุบัน ให้ความฝันเป็นเส้นทางสู่อนาคต
 
 
 
 
 
 
 
ใช่! เพราะชีวิตยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องเจอ ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง บางครั้งการก้าวเดินสู่อนาคตของเราอาจจะสร้างรอยทางใหม่ๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังก็ได้ ใครจะไปรู้

 
ฉันหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น...
 
 
 
เครดิตจบขึ้นแล้ว หญิงสาวยังคงนั่งอยู่กับพื้น ดวงตาเลอะมาสคาร่าจากการร้องไห้เปล่งประกายแห่งความหวัง
 
ฉันต้องก้าวต่อไป อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด
 
แต่ก่อนที่เธอจะได้วางแผนเพื่ออนาคต ปัจจุบันดึงเธอกลับมายังห้อง 4 เหลี่ยมขนาด 4x6 เมตรอย่างเจ็บแสบ
 
มดตัวหนึ่งกำลังมันเขี้ยว หรือมันนึกว่าเธอคือป๊อบคอร์นหรืออย่างไร มันก็งับเข้าที่ขาเธออย่างสะใจ
 
หญิงสาวก้มลงมองพร้อมกับแหกปากร้องอย่างตกใจ ไม่ใช่มดตัวเดียวที่ขาเธอ
 
แต่มดเป็นร้อยกำลังไต่ตอมป๊อบคอร์นที่หกลงบนพื้น ถึงวันนี้เป็นวันหยุด เชื้อโรคไม่ทำงาน แต่มดทำงาน 24 ชั่วโมง
 
 
 
 
ปัจจุบันของหญิงสาว คือต้องทำความสะอาดซากป๊อบคอร์น (และฝูงมด) เหล่านี้นั่นเอง
 
 
 
 
 
-=-=-=-
 
March 18

:: As Good As I Guest (Again) ::

 
 
 
อ่านภาคแรกได้ที่นี่    http://evilwonder.spaces.live.com/blog/cns!DD686144B5D24081!1644.entry?_c=BlogPart
 
 
 
 
 
 
Almost 1 year later...
 
 
 
 
 
พื้นที่ขาวสลับดำ
 
สวนทางย่างผ่านผู้คน
 
เธอยิ้มให้ฉัน ฉันยิ้มให้เธอ
 
                         
                        เวลาไม่ยาวนานนิจนิรันดร์...เราจะไม่ใกล้กันไปมากกว่านี้อีกแล้ว
 
 
 
 
 
พื้นที่สีฟ้ามรกต
 
สองมือและสองมือเอื้อมคว้า
 
มหาสมุทรเป็นของฉัน หัวใจอันดามันเป็นของเธอ
 
 
                        เวลาไม่อาจหยุดนิ่งนิจนิรันดร์...เราจะไม่ใกล้กันไปมากกว่านี้อีกแล้ว
 
 
 
 
 
พื้นที่โล่งกว้าง
 
ระยะห่าง 0.05 เซนติเมตรใต้แสงดวงดาว
 
ข้างกายเธอมีฉัน ข้างกายฉันมีเธอ
 
 
                       เวลาไม่เพียงพอชั่วนิจนิรันดร์...เราจะไม่ใกล้กันไปมากกว่านี้อีกแล้ว
 
 
 
 
พื้นที่ 0.25 ตารางเมตรต่อสองคน
 
หยุดนิ่งหากแต่เคลื่อนไหวในสภาวะไร้น้ำหนัก
 
ไม่มีเธอ มีแต่ฉัน และทุกคนที่เรารู้จัก
 
 
                      เวลาไม่หมุนวนชั่วนิจนิรันดร์...เราจะไม่มีวันใกล้กันอีกแล้ว
 
 
 
 
 
 
-=-=-=-
March 07

:: Last Day ::

..

สิ้นเสียงปืน ....

ชื่อของ เคิร์ท โคเบน และ Nirvana ก็กลายเป็นตำนานของวงการเพลงร่วมสมัยไปทันที


..

...


ช่วงต้นยุค 90

ท่ามกลางกระแสเพลงร็อกเฮฟวี่เมทัลและความรุ่งเรืองของเพลงป๊อบ

วงดนตรีจากวอชิงตันสร้างทางเลือกใหม่ที่แตกต่างด้วยดนตรีที่แหวกกระแส

ด้วยจังหวะที่เกรี้ยวกราด ท่วงทำนองที่ปฏิเสธการเดินตามรอยวงร็อกที่มีในตลาดอย่างดาดดื่น

ซึ่งถูกนิยามใหม่ว่า กรั้นจ์-ร็อก (Grunge-Rock)

 

 

ความสำเร็จของ อัลบั้ม Never mind ส่งผลให้ nirvana ก้าวเข้ามาเป็นเทพเจ้าของหมู่วัยรุ่นในขณะนั้น

เคิร์ท โคเบนเป็นยิ่งกว่าไอดอล Smell like teen spirit เป็นเหมือนเพลงชาติ

ชื่อเสียงและเกียรติยศหลั่งไหล

และตามครรลองนักดนตรีเพลงร็อก

โคเบนหันเข้าหายาเสพติด

 

 


ในช่วงจุดสูงสุดของชีวต

ปริมาณยาเสพติดที่ใช้ก็สูงตาม

ชีวิตความรักระหว่างเขากับ คอร์ทนีย์ เลิฟ อดีตนักร้องนำวง Hole ก็กระท่อนกระแท่น

ปัญหาชีวิตที่รุมเร้า อาการจิตหลุดจากพิษของสารพัดยาเสพติด

อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้เคิร์ทตัดสินใจดีดบุหรี่ทิ้ง

หันมาคาบปลายกระบอกปืนลูกซอง แล้วใช้เท้าแทนนิ้วมือลั่นไกสังหารตัวเอง

ในวันที่ 5 เมษายน 1994

ศพของเขาถูกพบใน 3 วันต่อมา

ปัจจุบันสาเหตุการตายของเขายังได้รับความสนใจ และได้รับการพูดถึงอยู่เสมอ



...

..


เรื่องราวน่าสงสัยของชายคนหนึ่ง แต่กลับเป็นแรงบันดาลใจให้ ผกก. กัส แวน แซงค์

ตัดสินใจสร้างหนังที่ว่าด้วยช่วงเวลา 1 วันสุดท้ายของชีวิตนักร้องนำวงร็อกนาม เบลค

ผู้ซึ่งหนีออกจากสถานบำบัดยาเสพติดกลับมาล่องลอยอยู่บ้าน

ก่อนจะจบด้วยวาระสุดท้ายของเขาในเช้าวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง



หนังดำเนินเรื่องด้วยการตามเบลคไปเรื่อยๆ ในแต่ละนาทีที่ผ่านไป

หลังจากหนีออกมาจากสถานบำบัด ในสภาพของคนคล้ายๆ เมายา

วิ่งลงไปเล่นน้ำในน้ำตก ผิงไฟตากถุงเท้าในค่ำคืนหงอยเหงา

เดินกลับเข้าบ้านอย่างลอยๆ หยิบเดรสของผู้หญิงมาใส่

วิ่งหนีเจ้าหน้าที่ที่มาตามหา แอบอยู่ในเรือนกระจกทั้งวัน เล่นดนตรีราวกับคนคลั่ง

ไปปาร์ตี้ นั่งสูบบุหรี่  นั่งคุยกับเพื่อน

....

..

การถ่ายทำแบบตั้งกล้องไว้นิ่งๆ มุมกล้องที่มีทั้งใช้ภาพแทนสายตาเบลค มุมกล้องแบบแอบดู มุมกล้องจากสายบุคคลที่สาม

การตัดต่อที่เหลื่อมเวลา ดูเหมือนจะเป็นการสื่อถึงอารมณ์ของเบลคที่อยู่ในช่วงจิตหลุด สับสน หงอยเหงา

ไดอาลอกที่แทบจะไม่มี ทำให้หนังเงียบ เศร้า (นึกถึงตอนที่คุณดู พลอย ยามที่ตัวละครใช้การแสดงออกมากกว่าที่จะพูดกัน)

แต่ันั่นล้วนเป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ฉันรักหนังเรื่องนี้ขึ้นมาจับใจ

การแสดงของ ไมเคิล พิทท์ สะท้อนอารมณ์ได้ดีจนเราคิดว่า เขาคือ เคิร์ท โคเบน

 

 


เหงา เศร้า จิตตก สับสน หลอน มึน งง เจ็บปวด

นี่อาจจะเป็นเรื่องราวในวันสุดท้ายของชีวิตจริงๆ ของเคิร์ทก็ได้

อย่างน้อย ใครบางคนก็แค่อยากจะให้เราเห็นว่า

ชีวิตร็อกสตาร์มันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นในทีวีซักเท่าไหร่

แต่ในช่วงชีวิตแย่ๆ มันก็แย่อย่างไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน


 

บริทนีย์ สเปียร์ คงจะอธิบายประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี....




 


-=-=-=-